คลังเก็บหมวดหมู่: ตำนาน

ตำนาน เขา Tsingy ที่มาดากัสการ์ 

           ที่เมืองมาดากัสการ์จะมีภูเขาภูเขาหินปูนขนาดใหญ่อยู่ทางบริเวณใกล้กับชายฝั่งทางด้านตะวันตกซึ่งภูเขาหินปูนนี้ ที่มีชื่อเรียกว่า Tsingy ซึ่งลักษณะของเขาหินปูนที่นี่นั้นจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนภูเขาลูกไหนไหนที่เคยเจอมาก่อนแตกต่างจากภูเขาลูกอื่นอื่นเป็น อย่างมาก

เนื่องจากว่าเป็นภูเขาซึ่งมีรูปร่างแหลมคมคล้ายกับเข็มขนาดยักษ์ สำหรับตำนานเรื่องเล่าของภูเขา  Tsingy แห่งนี้ว่ากันว่าในสมัยโบราณนั้นมีสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นสัตว์ตระกูลลีเมอร์นั่นก็คือ ซิฟาก้า ซึ่งเจ้าสัตว์ชนิดนี้อาศัยอยู่ที่มาดากัสการ์นั่นเองวันหนึ่งมันได้รับพรจากพระเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งจันทราได้ให้พรวิเศษแก่พวกมันจำนวน หนึ่งข้อ อวยพรวิเศษที่พวกมันได้รับนั้นก็คือการที่พวกมันนั้น

จะมีสีขนที่สวยอย่างที่พวกมันนั้นต้องแสงจันทร์มีคนของมันจะประกายแวววาวมีความสวยงามคล้ายกับแสงจันทร์นั่นเอง แต่ที่สำคัญนั้นขนของพวกมันจะสามารถเรืองแสงได้ด้วยดังนั้นด้วยคุณสมบัติและพลังพิเศษนี้เองทำให้เจ้าตัว  sifaka นั้นเป็นที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครจึงทำให้มันนั้นเกิดอันตรายได้ง่ายเพราะใครๆก็สามารถสังเกตและมองเห็นพวกมันได้ง่ายๆจากระยะไกลเลยทีเดียวแน่นอนว่าเจ้าสัตว์ sifaka นี้มันมีศัตรูคู่อาฆาตนั่น

ก็คือแมวนักล่าหรือที่คนชาวมาดากัสการ์ต่างก็เรียกชื่อมันว่า Fossa นั่นเองและด้วยความที่เจ้า Fossa ไม่ชอบเจ้า  Tsingy  พวกมันจึงถูกเจ้า Fossa กำจัดฆ่าตายจนเกือบหมด แต่ก็ยังมี Tsingy บางตัวที่สามารถเอาชีวิตรอดมาได้  ซึ่ง  Tsingy ได้ไปหาที่หลบภัยในบริเวณป่า ซึ่งเป็นแนวป่าหิน และแน่นอนว่าพวกมันนั้นต้องขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าแห่งจันทราอีกครั้งหนึ่งอย่างไรก็ตามด้วยความที่เทพเจ้าแห่งจันทรานั้น

เกิดความรู้สึกสงสาร Tsingy  ขึ้นมาดังนั้นจึงได้มีการเสกป่าหินซึ่งเป็นสถานที่ ที่  Tsingy พากันหลบซ่อนตัวให้กลายเป็นป่าหินที่มีลักษณะคล้ายกับเข็มยักษ์ขนาดใหญ่และที่สำคัญหินเหล่านั้นจะมีการแหลมคมเป็นอย่างมากและถ้าหากใครคิดจะมาเป็นป่าหินเหล่านี้แล้วก็จะต้องมีความระมัดระวังมากเป็นพิเศษหากใครไม่ระวังก็จะตกลงมาจากความสูงของหินเหล่านี้และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา

ดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่นี่จึงกลายเป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของ Tsingy นั่นเอง อย่างไรก็ตามสถานที่ที่เรามีการพูดถึงกันอยู่นี้เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าไปอยู่อาศัยได้เนื่องจากว่าจำนวนหินที่มีขนาดเยอะมากๆและหินแต่ละรูปนั้นก็อยู่ใกล้ชิดกันจนไม่สามารถมีพื้นที่ที่จะให้คนเข้าไปอาศัยอยู่ได้แต่ถ้าหากสัตว์ตัวไหนที่ต้องการหนีนักล่าและต้องการรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้แล้วก็พวกมันสามารถที่จะหนีเข้าไปในป่าแห่งนี้รับรองว่าป่าที่นี่จะปลอดภัยสำหรับพวกมันอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  rb88

ตำนานผานางคอย

  เป็นตำนานเล่าขานของคนในจังหวัดแพร่ ซึ่งตำนานนี้เป็นเรื่องเล่าขานถึงความรักอันแสนเศร้าขององค์หญิงคนหนึ่งที่เฝ้ารอคอยคนรักให้กลับมาแม้ว่าเธอจะตายไปแล้วก็ตาม  ซึ่งตำนานนี้มีการพูดถึงองค์หญิงอรัญญานีและนายคะนองเดช ซึ่งเป็นหัวหน้าฝีพาย 

โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นมานานถึง 800 ปีมาแล้วโดยเกิดขึ้นในอนาจักรแสนหวี  เรื่องราวนั้นมีอยู่ในในครั้งหนึ่งในขณะที่องค์หญิงเสด็จประพาสทางน้ำได้เกิดเรือล่ม ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น นาย คะนองเดช ได้เป็นคนช่วยเหลือองค์หญิงให้รอดชีวิต และนับ ตั้งแต่นั้นมาทั้งองค์หญิงอรัญญานีและนายคะนองเดชต่างก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน  และมีการลักลอบได้เสียกัน จนในที่สุดองค์หญิงอรัญญานี ก็เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น

แต่เนื่องจากว่าทั้งคู่นั้น มีฐานะที่แตกต่างกันเป็นอย่างมากทำให้พระบิดาขององค์หญิงอรัญญานี ไม่พอใจและทรงโกรธมากที่พระนางกระทำตัวเช่นนั้น  และด้วยทั้งองค์หญิงอรัญญานีและนายคะนองเดชรู้ดีว่า จะต้องถูกกีดกันความรักในครั้งนี้อย่างแน่นอนจึงได้พากันหลบหนีออกมาจากวังหวังว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

ด้วยความสงบ ซึ่งในขณะที่ทั้งคู่ต่างพากันหลบหนีออกมาจากนอกวังนั้น เหล่าทหารที่พระบิดาขององค์หญิงอรัญญานี ก็ตามไล่ล่าทั้งคู่โดยมีการยิงธนูเข้าใส่หวังว่าจะจัดการฆ่า นายคะนองเดชให้ได้ แต่โชคร้ายที่ลูกธนูนั้นพุ่งเข้าไปปักที่บริเวณหน้าอกของ องค์หญิงอรัญญานี

ดังนั้นทั้งสองพระองค์จึงได้หลบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและในเวลาต่อมา องค์หญิงอรัญญานี ก็ได้ประสูติพระโอรสออกมา  แต่อย่างไรก็ตามองค์หญิงอรัญญานีเองก็เกิดความรู้สึกเป็นห่วงนายคะนองเดชไม่ได้ เธอกลัวว่าทหารจะตามมาเจอและอาจจะฆ่า นาย คะนองเดช เธอจึงได้ให้นายคะนองเดชหลบหนีไปก่อน ส่วนตัวของพระนางนั้นจะนั่งคอย นายคะนองเดช อยู่ในถ้ำแห่งนี้กับลูก

ทางด้านนาย คะนองเดชจึงได้หลบหนีออกไป และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา องค์หญิงอรัญญานีกก็อุ้มลูกน้อยรอ สามีอยู่ในถ้ำ แต่รอแล้วรอเล่าสามีของนางก็ไมเคยกลับมาหานางอีกเลย จนในที่สุด องค์หญิงอรัญญานีและพระโอรสก็สิ้นพระชนตายอยู่ในถ้ำแห่งนี้

โดยตอนที่สิ้นพระชนนั้นพระนางยังอยู่ในท่านั่งอุ้มลูกอยู่เลย และด้วยแรงอธิฐานขององค์หญิงอรัญญานี ทำให้ศพของพระองค์นั้นกลายเป็นหินในท่าอุ้มทารกเอาไว้ในตักและทำให้ต่อมาถ้ำแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า ถ้ำนางคอย นั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ entaplay

ตำนานยุคล่าอาณานิคมของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

สำหรับสงครามที่มีผู้สูญเสียเยอะที่สุดตามที่เราได้ไปหาข้อมูลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วมันได้มีอยู่ทั้งสิ้น5สงครามด้วยกัน โดยใน5สงครามนี้เราว่าหลายๆคนก็คงจะรู้จักกันมาบ้างและยังเคยได้ยินกันบ้างเอาเป็นว่าเราค่อนๆมาเล่าทีละสงครามกันเลยดีกว่า

โดยสงครามแรกที่ได้มีผู้สูญเสียเยอะที่สุดและได้มีการสูญเสียเยอะที่สุดคือ สงครามการยึดครามทวีปอเมริกาเมื่อประมาณปีคริสตศักราชที่1492-1691 ซึ่งในการยึดครองในทวีปอเมริกาที่เราได้พูดถึงตรงนี้ถ้าจะให้เราได้พูดและได้เข้าใจกันง่ายๆมันก็คือกาที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสที่เราได้รู้จักกันดีได้ทำการล่องเรือออกไปในทวีปต่างๆและในพื้นที่ต่างๆเพื่อที่จะยึกครองพื้นที่ในอเมริกาต่างๆเป็นของตัวเอง

ซึ่งในตอนนั้นเองในปีคริสตศักราช1492 ตามข้อมูลที่เขาได้บอกเอาไว้ว่าชาวยุโรป ซึ่งนำด้วยสองชาติมหาอำนาจจากทะเลสาบสเปและทะเลสาบโปรตุเกตที่ได้ยกขุนพลขึ้นไปที่อเมริกาใต้ได้พากันไปสำรวจบริเวณโลกใหม่และได้จับจองพื้นที่ตรงนั้นเป็นของตนเองจนได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกับชนพื้นเมืองอย่างชาวแอทแทคและชาวอินคา ซึ่งแน่นอนว่านการปะทะในครั้งนี้เราก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าชาวพื้นเมืองกับชาวยุโรป

ถึงยังไงชาวพื้นเมืองก็ไม่สามารถที่จะสู้ได้อย่างแน่นอนระหว่างปืนระยะปะชิตของชนเผ่าพื้นบ้านยังไงปืนก็มีทางชนะอย่างแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งตามข้อมูลเขายังได้บอกอีกว่าชะตาที่น่าเศร้าในครั้งนี้ยังไม่จบเป็นเพียงเท่านั้นเพราะว่าในช่วงปีคริสตศักราชปี1500อังกฤษกับฝรั่งเศสก็ได้ยกพลขึ้นมาตีทางฝั่งอเมริกาเหนือและได้ทำสงครามกับชาวอินเดียแดงเผ่าต่างๆอย่างโหดร้ายถึงกับได้มีคำกล่าวของนายทหารท่านหนึ่ง

บอกว่าอินเดียแดงที่ดีก็คืออินเดียแดงที่ได้ตายไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ในอดีต เมื่อประมาณ500ปีที่แล้วสรุปออกมาแล้วได้มีผู้เสียชีวิตประมาณ34ล้านคน ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจด้วยเนอะว่าในช่วงนั้นมันได้เป็นยุคในการล่าอาณานิคมและไม่ใช่ว่าอเมริกาในยุคนั้นเป็นพื้นที่เดียวที่ได้ถูกล่าอาณานิคมและยังได้มีอีกหลายพื้นที่

ที่ได้เกิดการสูญเสียพื้นที่ตรงนี้อีกมากมายเลยและผู้คนจำนวนมากต่างก็ได้ล้มหายตายจากกันไปเป็นจำนวนมากในช่วงของยุคนั้นที่ได้มีการล่าอาณานิคมของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสที่ได้ออกเรือเพื่อหาพื้นที่ต่างๆเพื่อจะยึดครองเพื่อให้ได้มาเป็นของตนในช่วงยุคสมัยนั้นอีกด้วยเช่นสกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay

การเล่นแร่แปรธาตุ ศิลานักปราชญ์ มันมีอยู่จริงๆหรือเปล่า

สำหรับเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุถ้าเกิดว่าให้เราพูดให้ได้เข้าใจกันอย่างง่ายๆเลยมันก็คือนักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนที่ได้มีความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องว่าสิ่งของทุกๆอย่างบนโลกหรือแม้แต่ชีวิตของเราล้วนแล้วแต่ได้เกิดขึ้นมาจากธาตุทั่ง4นั่นก็คือ ดิน น้ำ  ลม และ ไฟ ได้รวมตัวกันมาจนได้เป็นสิ่งๆหนึ่งโดยที่สิ่งๆนั้นจะจะมีธาตุ4ธาตุนี้อยู่ในอันตราส่วนที่มันไม่เท่ากัน

ซึ่งถ้าเกิดว่าเราสามารถเข้าไปปรับ4ธาตุนี้ให้มันลดหรือว่าเพิ่มลงได้เขาก็จะสามารถที่จะเปลี่ยนสิ่งๆนั้นให้มันได้กลายมาเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรือกลายเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่ได้มีการค้นพบมันก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งหลักการที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้ถ้าเราได้ลองฟังกันดูดีๆมันก็อาจจะคล้ายกับนักวิทยาศาสตร์ในศาสตร์ด้านของการเคมีแต่ว่านักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกับนักที่เล่นแร่แปรธาตุในสมัยก่อนเขา

จะมีทัศนคติและมุมมองที่ต่างกันนั่นก็คือนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ศึกษาเรื่องของกฎในธรรมชาติและสิ่งที่มีชีวืตในปัจจุบันแต่นักเล่นแร่แปรธาตุเขาจะศึกษาที่ตรงกันข้ามกับนักวิทยาศาสตร์เลยนั่นก็คือก็เปลี่ยนสารทุกอย่างให้กลายมาเป็นทองได้การที่เราไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายหรือแม้แต่การสร้างสิ่งมีชีวิตจากสิ่งของที่ไม่มีชีวิตได้ก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งตามข้อมูลเล่นแร่แปรธาตุที่เราได้ไปค้นมาเขาได้บอกว่าข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุด

จะอยู่ในช่วงประมาณ4พันปีก่อนคริสตกาลที่ดินแดนแทบอารยธรรมอียิปต์กับปาบีโรเนียในยุคนั้นโดยสิ่งของชิ้นแรกที่ได้ถูกแปรธาตุออกมาได้นั่นก็คือ มอร์ต้า,Mortar หรือที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าปูนฉาบขาวนั่นเองและในตามข้อมูลเขายังได้บอกอีกว่าได้มีการค้นพบแก้วตั้งแต่ในช่วง1,500ด้วยนั่น

ก็แปรว่าอารยธรรมอียิปต์กับปาบีโรเนียในสมัยก่อนได้ให้ความสนใจกับเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุมากและได้เป็นชนชาติแรกๆที่เขาสามารถเปลี่ยนธาตุได้นั่นเอง ซึ่งตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าทึ่งมากๆเลยกับในยุคนั้นที่เขายังไม่รับรู้เลยว่าวิทยาศาสตร์นั้นมันคืออะไรออกซิเจนมันคืออะไรคาร์บอนไดออกไซด์มันคืออะไรจากนั้นในระยะเวลาต่อมาหลังจากในเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุในอียิปต์ก็เริ่มที่จะโด่งดังขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

ก็ได้เริ่มมีการเผยแผ่ความรู้ไปสู้อารยธรรมอื่นๆจนไปถึงชนชาติชาวกรีกในยุคนั้นที่เขาได้ว่ากันว่ามันได้มีความเจริญมากที่สุดมันเลยทำให้การเปลี่ยนธาตุหรือการเล่นแร่แปรธาตุได้เป็นที่นิยมและถูกเผยแผ่มาในทวีปยุโรปอย่างรวดเร็วในไม่ช้าและกลายเป็นที่นิยมกันทั่วทั้งทวีปกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  next88th

ตำนานบั้งไฟพญานาคจังหวัดหนองคาย

หากพูดถึงตำนานความเชื่อของคนในแถบทางภาคอีสานแล้วเราก็เชื่อว่าทุกคนต้องรู้กันดีว่าคนในแถบภาคอีสานนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ในตำนานซึ่งเป็นสัตว์ในแม่น้ำทางแถบภาคอีสาน ซึ่งสัตว์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นก็คือพญานาคนั่นเองโดยชาวบ้านนั้นมีความเชื่อกันว่าสัตว์

ดังกล่าวจะอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงโดยชาวบ้านนั้นต่างพากันเคารพนับถือพญานาคเป็นอย่างมากและชาวบ้านก็ยังมีความเชื่อกันด้วยว่าแม่น้ำโขงในปัจจุบันนี้เกิดมาจากการที่พญานาคนั้นมีการแถตัวเองให้เป็นร่องน้ำจนเกิดทำให้เป็นร่องน้ำขนาดใหญ่กลายเป็นแม่น้ำโขงในปัจจุบันนี้ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

และยังมีตำนานเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคซึ่งการพูดถึงบังไฟพญานาคนี้พูดกันว่าจะเห็นบั้งไฟนี้ที่แม่น้ำโขงที่เดียวเท่านั้นและลักษณะของบั้งไฟพญานาคนี้ก็จะเป็นไฟสีสีซึ่งไฟสีนี้จะมีการลอยพุ่งจากแม่น้ำขึ้นไปบนในอากาศในแต่ละคืนนั้นจะมีเป็นร้อยสีและร้อยลูกเลยทีเดียวซึ่งบั้งไฟพญานาคนี้จะมีแค่เพียงปีละครั้งเท่านั้น

โดยจะมีเฉพาะในวันออกพรรษาของทุกปีในจังหวัดหนองคายนั้นหากไปนับจำนวนจุดที่เราสามารถไปดูจุดที่ไฟของพญานาคโผล่พ้นมาจากแม่น้ำได้นั้นจะสามารถนับได้จำนวนมากถึง 20 จุดเลยทีเดียวตามตำนานของจังหวัดหนองคายนั้นเชื่อกันว่าแต่เดิมทีนั้นพญานาคนั้นอาศัยอยู่ในเมืองบาดาลซึ่งแต่เดิมนั้นพญานาคมีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมากแต่เมื่อมีพระพุทธเจ้าลงมาโปรดสัตว์พญานาคเองก็มีความเลื่อมใส

ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากพญานาคจึงเลิกนิสัยดุร้ายเพราะต้องการที่จะทำการออกบวชเจ้าแต่ว่าพญานาคนั้นไม่สามารถบวชได้เพราะว่าพญานาคนั้นเป็นสัตว์ดังนั้นพระญานาคจึงได้มีการปวารณาตนเป็นพุทธมามกะและมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้านั้นต้องเสด็จไปเทศน์พระธรรมคำ

สั่งสอนให้กับพระมารดาที่บนชั้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยใช้ระยะเวลานานประมาณ 1 พรรษาหลังจากนั้นก็เสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งในวันนั้นตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 โดยที่พระพุทธเจ้านั้นเสด็จลงมาด้วยบันไดแก้ว  บันไดเงินและบันไดทองขึ้นบันไดเหล่านี้เป็นบันไดที่ทางเทวดาทั้งหลายนั้นทำเป็นทางเดินให้กับพระพุทธเจ้าเดินลงมายังโลกมนุษย์ส่วนด้านล่างของโลกมนุษย์นั้นชาวบ้านก็พากันทำบุญตักบาตร

และเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไหว้บูชาพระพุทธซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้รู้ไปถึงหูของพญานาคทำให้พระยานาคนั้นต้องการที่จะแสดงความเคารพด้วยเช่นเดียวกันจึงได้ทำการจุดบั้งไฟเพื่อเป็นการแสดงการเฉลิมฉลองที่พระพุทธเจ้านั้นเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ซึ่งการที่พญานาคนั้นพ่นไฟเฉลิมฉลองนี้จึงเป็นพิธีกรรมที่พญานาคนั้นต้องทำเป็นประจำทุกปีและทำให้เรานั้นได้เห็นบั้งไฟพญานาคทุกปีเป็นประจำนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay mobile

ตำนานชาละวัน

      ตำนานชาละวันเป็นตำนานเกี่ยวกับจระเข้ตัวหนึ่งซึ่งเป็นพญาจระเข้อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำของจังหวัดพิจิตรซึ่งแต่ละวันนั้นมีนิสัยดุร้ายมักจะขึ้นมากินคนเป็นอาหารอยู่เป็นประจำในขณะเดียวกันนั้นที่ด้านบนฝั่งของโลกมนุษย์ในเมืองพิจิตรนั้นก็มีบ้างเศรษฐีคนหนึ่งที่มีลูกสาวแสนสวยอยู่ 2 คนที่ชื่อว่ากระเพราแก้วและตะเภาทอง

ทั้งสองสาวนั้นเป็นหญิงงามของเมืองพิจิตรที่มักจะมีหนุ่มๆนั้นมาชอบพอแต่ก็จะถูกพ่อของสองสาวนั้นคอยขัดขวางอยู่เสมอในเย็นวันหนึ่งระหว่างที่ 2 สาวตะเภาแก้วกับตะเภาทองนั้นกำลังเล่นน้ำอยู่ในคลองทางด้านชาละวันนั้นก็ได้ออกมาหาอาหารพอดีและได้ผ่านมาตรงบริเวณหน้าบ้านของตะเภาแก้วและปลาทองทำให้ได้เห็นความงามของทั้งสองสาวแต่ละวันจึงได้คาบตะเภาทองลงไปในน้ำ

เพื่อหวังจะเอาไปเป็นเมียทางด้านตะเภาแก้วนั้นสามารถว่ายน้ำขึ้นไปบนฝั่งได้หลังจากนั้นก็ไปบอกให้พ่อรู้เรื่องซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันมาเพื่อจะช่วยเหลือตะเภาทองแต่ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะตะเภาทองโดนคาบลงแม่น้ำไปแล้วด้วยความโกรธเศรษฐีดังกล่าวจึงได้ประกาศไปทั่วว่าถ้าหากใครที่จะสามารถค่าเช่าชาละวันได้เขาจะยกลูกสาวที่ชื่อตะเพาแก้วให้เป็นเมีย

และยังจะมอบทรัพย์สมบัติให้อีกครึ่งหนึ่งด้วยดังนั้นจึงมีทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างก็รับอาสาที่จะพากันมาฆ่าชาละวันแต่ก็ไม่เคยมีใครที่จะสามารถปราบจระเข้ยักษ์ตัวนี้ได้จนในที่สุดก็มีหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งชื่อว่าไกรทองซึ่งเขาได้บวชเรียนกับพระอาจารย์จนมีวิชาเก่งกล้าสามารถมีวิชาอาคมที่จะสามารถปราบจระเข้ได้มารับอาสาเศรษฐีเมืองพิจิตรเพื่อจะทำการปราบจระเข้ชาละวันและแน่นอนว่าด้วยวิชาอาคมที่เขาร่ำเรียนมาในที่สุดเขาก็สามารถปราบจระเข้ชาละวันได้

อีกทั้งยังสามารถใช้วิชาอาคมเปิดน้ำให้เป็นทางเดินและไปที่ถ้ำของชาละวันเพื่อไปช่วยเหลือตะเภาทองขึ้นมาจากถ้ำได้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเศรษฐีก็ได้ยกลูกสาวทั้งตะเภาแก้วและตะเภาทองให้แต่งงานกับไกรทองรวมทั้งยกทรัพย์สมบัติอีกครึ่งหนึ่งให้และทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันในจังหวัดพิจิตรอย่างมีความสุขเรื่อยมา

ซึ่งปัจจุบันนี้จังหวัดพิจิตรนั้นจะมีการสร้างรูปปั้นจระเข้ขนาดใหญ่เอาไว้หักใครได้ไปเที่ยวจังหวัดพิจิตรก็มักจะเห็นว่าตามสถานที่ต่างๆนั้นมักจะมีรูปปั้นของจระเข้อยู่เนื่องจากว่าจระเข้นั้นเปรียบได้กับเหมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดพิจิตรไปแล้วนั่นเองอย่างไรก็ตามตำนานเรื่องของแต่ละวันนี้มีการเล่าขานกันสืบต่อมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้วและปัจจุบันนี้ถ้าหากเราไปเที่ยวเมืองพิจิตรตำนานเรื่องนี้ก็ยังคงมีเล่าขานให้ลูกหลานได้ฟังอยู่นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay casino

อุกกาบาตตกมายังโลกของเราจะเกิดอะไรขึ้น?

ถ้าหากจะให้เราอธิบายให้เราได้เข้าใจง่ายๆเลยว่าคุณลองนึกภาพตามเราปกติระบบสุริยะจักรวาลเราจะมีดวงดาวทั้งสิ้น11ดวงรวมดวงอาทิตย์เป็น12และในระหว่างดวงดาวหรือเส้นทางการโคจรในแต่ละดาวมันก็ยังมีดาวเคราะห์เล็กๆน้อยๆเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นดวงอีกเยอะแยะมากมาย

ซึ่งดาวเคราะห์เล็กๆน้อยๆตรงนี้มันได้เกิดการชนกันหรือเฉี่ยวกันตลอดเวลาพอมันเกิดกันชนกันมันก็เกิดการแตกกระจายและไอพวกเศษดวงดาวที่มันได้แตกกระจายมันก็ได้หลุดออกจากวงโคจรของมันอย่างในกรณีของโลกถ้าเราเอาตามข่าวเขาบอกว่ามันได้เกิดจากดาวเคราะห์น้อยสองลูกได้ชนกัน

และเศษของดาวเคราะห์น้อยมันก็ได้หลุดเข้ามาในวงโคจรของโลกแต่หลังจากที่เขาได้คำนวนแล้วเขาคาดการณ์แล้วยังไงมันก็ยังไม่มีทางชนโลกอย่างแน่นอนทางนาซาเขาก็เลยออกหนังสือมาให้มาเชิญชวนให้ใครหลายๆคนมาดูดาวตกกันเพราะเหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นมาบ่อยๆ

แต่ถ้าเกิดสมมุติว่ามันมีกรณีที่เศษดาวเคราะห์มันได้กระเด็นเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศโลกและมันมีสิทธิ์ที่จะตกไปยังโลกและเขาก็จะมีการคำนวนอย่างที่เราได้บอกไปและจะบอกว่ามันก็ยังได้มีอีกสองกรณีที่เราจะต้องคิดกันอย่างแรกเลยคือมันจะต้องผ่านชั้นบรรยากาศโลกอย่างแน่นอนและชั้นบรรยากาศโลกของเราหลักๆเลยมันจะมีอยู่ประมาณ5ชั้นและกว่ามันจะผ่าน5ชั้นอธิบายให้เข้าใจง่ายๆมันจะต้องถูกการเผ่าไหม้

จากลูกใหญ่ๆที่เราคาดการที่เราเห็นกันในอวกาศถูกเผ่าไหม้มันก็จะคดเล็กๆลงถ้ามันถูกเผ่าไหม้จนหมดมันก็จะกลายเป็นแสงสวยๆบนฟ้าสิ่งนั้นเราเลยเรียกมันว่าดาวตกแต่ถ้าเกิดในกรณีที่อุกกาบาตมันลูกใหญ่มากถูกชั้นบรรยากาศได้เผ่าผลาญลงไปเรื่อยๆและมันยังเหลือลูกเล็กๆอยู่จนตกมาอยู่ที่พื้นเขาจะเรียกมันว่าอุกกาบาตราจะต้องแยกสองคำนี้ระหว่างดาวตกกับอุกกาบาต

ซึ่งเหตุการณ์อุกกาบาตตกมาบนโลกหรือเหตุการอุกกาบาตชนโลกเอาจริงๆมันพึ่งจะเกิดขึ้นมาล่าสุดนี้เอง เมื่อปี2008ที่ผ่านมาและในเหตุการณ์อุกกาบาตเมื่อปี2008ในยุคนั้นเขาก็มีเทคโนโลยีที่มันสามารถคาดการณ์ของการตกอุกกาบาตได้แล้วแต่เทคโนโลยีในยุคนั้นสามารถคาดการณ์ได้เพียงขอบเขตของการมองเห็นของโลกหรือตามศัพท์วิทยาศาสตร์เขาจะเรียกว่า Near Earth Objects ซึ่งถ้าตามข้อมูลที่เราได้มาเขาได้บอกว่าถือว่าโชคดีมากๆในยุคนั้นเพราะว่าอุกกาบาตได้ตกลงไปในทะเลทรายแทบทวีปอเมริกาที่ตรงนั้นไม่มีผู้คนอยู่เลยและไม่เกิดความเสียหายอะไรมากมาย

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

การหายไปของLisanne Froon

การหายไปของLisanne FroonและKrisKremersหลังจากเรียนจบ

เด็กสาววัยรุ่นชาวฮอลแลนด์2คนที่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับภายในป่าของประเทศPanamaต่อมาในภายหลังทางด้านเจ้าหน้าที่ที่ได้ค้นพบข้าวของเครื่องใช้และได้มีชิ้นส่วนอวัยวะของพวกเธอและนอกจากนั้นในกล่องถ่ายรูปของพวกเธอนั้นมันยังได้มีภาพถ่ายที่มันดูแปลกๆอีกมากมายที่มันไม่สามารถอธิบายได้และมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอกันแน่

สำหรับLisanne FroonและKrisKremers ซึ่งเธอทั้งสองคนนี้เขาได้เป็นเพื่อนกัน ซึ่งพวกเธอสองคนนี้ก็ได้เกิดและได้เติบโตขึ้นมาภายในประเทศฮอลแลนด์จากนั้นเธอทั้งสองคนทั้งคู่นั้นก็ได้หายตัวไปในช่วงระหว่างกำลังจะเดินทางอยู่ภายในป่าที่พวกเขานั้นได้อยู่ภายในประเทศPanama เมื่อประมาณ2014

หลังจากที่เธอทั้งคู่นั้นที่ได้หายตัวไปแล้วทางด้านตัวLisanne Froonเธอนั้นได้มีอายุประมาณ22ปีเศษและKrisKremersเธอได้มีอายุเพียง21ปีเท่านั้นหลังจากนั้นมาทางเจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าไปทำการตรวจค้นทางเจ้าหน้าที่เขาก็ได้พบข้าวของเครื่องใช้และชิ้นส่วนที่ดูเหมือนว่ามันเป็นชิ้นส่วนของพวกเธอทั้งคู่หลังจากนี้ก็ยังไม่พบร่องรอยที่จะบ่งบอกในการตายของพวกเธอทั้งคู่กันเลย หากเราได้ย้อนกลับไปก่อน

ที่KrisKremersและKrisKremersที่พวกเธอนั้นจะหายตัวไปหลังจากช่วงที่เธอทั้งสองนั้นก็พึ่งจะเรียนจบมาใหม่ๆพวกเขาทั้งคู่นี้ก็ได้จัดทริปเพื่อที่วางแผนที่จะเข้าไปท่องเที่ยวที่ประเทศปานามา เนื่องจากได้เป็นประเทศที่มันได้อยู่ทางฝั่งทวีปอเมริกากลางรวมทั้งสิ้น6สัปดาห์ด้วยกัน

และที่สำคัญที่มันได้ทำให้พวกเธอทั้งคู่นั้นอยากจะออกทริปนี้นั่นก็คืออยากไปเที่ยวหลังจากที่พวกเธอทั้งสองคนนี้พึ่งจะเรียนจบกันมาใหม่ๆทั้งนี้ทั้งคู่เองพวกเธอก็ยังได้มีความคิดที่อยากจะเป็นครูจิตอาสาในการสอนภาษาของเด็กและยังได้เรียนภาษาสเปนเนื่องจากว่ามันได้เป็นภาษาของทางราชการด้านประเทศ

ปานามาKrisKremersและKrisKremersพวกเธอทั้งคู่นั้นก็ได้เริ่มออกเดินทางจากประเทศฮอนแลนด์ในวันที่15เดือนมีนาคม ในปี2014 หลังจากนั้นพวกเขาก้ได้ใช้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวเพียงแค่2สัปดาห์ที่ประเทศปานามาก่อนหลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เดินทางไปที่เมืองBoquete

เพื่อพวกเธอทั้งสองนั้นจะได้อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ช่วงเลาประมาณ4สัปดาห์ด้วยกันจากนั้นเมื่อพวกเธอได้เข้าไปถึงที่พักของโฮสต์แฟมิลี่ตามหลักแล้วพวกเธอนั้นจะต้องเริ่มสอนหนังสือให้กับพวกเด็กๆและในวันที่พวกเธอนั้นจะต้องเข้าไปทำการสอนเด็กๆนั้นมันได้ถูกเลื่อนออกไปมันก็เลยทำให้พวกเขาได้มีเวลาประมาณ1สัปดาห์เต็มๆ

ในเดือนเมษายนประมาณ11โมงเธอทั้งคู่ก็ได้คุยกับเพื่ออยากท่องเที่ยวในป่าและป่าที่พวกเธอจะไปเดินนั้นมันก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่มันอยู่ใกล้ๆบ้านของพวกเธอนั้นแหละและป่าแห่งนี้มันก็ยังได้มีชื่อว่าEl Pianista มันได้เป็นป่าที่มันได้อยู่ในพื้นที่เขตของภูเขาไฟBaru

 

สนับสนุนโดย  betbb

คำยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์เรื่อง เดจาวู 

สำหรับทฤษฎีคิดไปเองของเดจาวู  ซึ่งโดยตามหลักของนักวิทยาศาสตร์แล้วที่เขาได้มีการบอกเอาไว้ว่าในสมองของมนุษย์คนเรามันก็เปรียบได้เหมือนกับเครื่องจักรกล

ซึ่งในบางที่มันก็อาจจะมีอาการเบอลหรือว่ามีอาการช็อดมันก็อาจจะมีอยู่บ้างซึ่งมันก็เลยอาจจะทำให้ในหัวของมนุษย์เรานั้นก็อาจจะคิดว่าสถานที่แห่งนี้เราเคยมากที่แห่งนี้เราได้เคยพบเจอในสมัยอดีตมาแล้วแต่สมองของเรานั้นมันกับจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างอะไรประมาณนี้ถ้าถ้าจะเอาง่ายๆก็คือ คิดไปเอง

และสำหรับไอคำว่าเดจาวูนั้นมันก็ได้มีหลักฐานในการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ออกมาแล้วซึ่งเมื่อกี่มันเป็นแค่เพียงทฤษฎีเฉยๆ โดยเบื้องต้นเขายังได้กล่าวเอาไว้อีกว่าในการไหลเวียนของคลื่นที่มันได้อยู่ในสมองของมนุษย์คนเรานั้นมันได้มีความผิดปกติมันก็เลยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาที่เราเรียกมันว่า เดจาวู

แต่ทีนี้เขาก็ยังได้เขียนเป็นลายลักอักษรว่า อาการของสมองลวนนั้นมันได้เกิดขึ้นมาจากออะไรกันแน่ ซึ่ง เดจาวู นั้นมันได้เกิดขึ้นสมองกับดวงตาของมนุษย์เรานั้นมันเกิดมีการทำงานที่ไม่ประสานกันถ้าจะให้เรานั้นได้พูดตามหลักของนักวิทยาศาสตร์แล้ว ซึ่งมนุษย์ของเรานั้นจะมีลูกตาอยู่สองข้างนั่นก็คือตาซ้ายกับตาขวาและในส่วนของสมองเรานั้นมันก็จะมีซีกซ้ายกับซีกขวาถ้าหากสมมุตอว่าเราได้มองสิ่งๆ

หนึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่คนๆเดียวที่จะใช้ตาขวามองสิ่งนี้ใช้ตาซ้ายมองสิ่งนี้ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้เพราะเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่กิ่งก่าเมื่อเราได้มองสิ่งๆหนึ่งแน่นอนว่าตาซ้ายกับตาขวาเราจะมองวัตถุชิ้นนี้แล้วภาพที่เราได้มองผ่านจอประสาทตามันก็จะส่งผ่านเข้าไปที่สมองของเราโดยตาซ้ายของเรานั้นมันจะส่งภาพไปยังของสมองซีกขวาตาขวาจะส่งภาพไปยังสมองซีกซ้าย

และในการทำงานตรงจุดนี้มันเป็นการทำงานที่มันจะต้องประสานกันอยู่แล้วเพราะถ้าหากว่ามันส่งภาพช้าไปแม้แต่วินาทีเดียวมันอาจจะทำให้ความคิดในหัวของเราได้เกิดความผิดปกติสมมุติว่าสมองซีกขวาได้รับภาพมาเร็วกว่าสมองซีกซ้ายสมองซีกขวามันก็จะมีความทรงจำในหัวว่าเราได้เห็นภาพนี้มาแล้ว

โดนสมองซีกซ้ายที่ได้รับภาพช้ากว่าสมองซีกขวาแค่เสี้ยววินาทีเดียวจะมีความคิดขึ้นมาในหัวเลยว่าเราเคยมาที่นี่แล้วในตอนนั้นไม่รู้ทำไมมันถึงได้คุ้นจังเหมือนภาพมันมาในภาพเดียวแต่สมองด้านขวามันรับเร็วกว่าแต่ด้านซ้ายมันรับช้ากว่าในขณะสมองซีกขวาประมวณผลไปแล้วว่าเราได้เห็นภาพนี้ไปแล้วแต่อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าเราพึ่งจะเห็นและนี่มันก็ได้เป็นคำยืนยันจากทางวิทยาศาสตร์สำหรับเรื่องเดจาวู

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

เยติ มันมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่?

ถ้าถามว่าหลักฐานต่างๆว่า เยติ นั้นมันจะมีอยู่จริงหรือไม่มันค่อนข้างที่จะมีอยู่น้อยมากๆถ้าจะเอาหลักฐานที่เห็นได้เด่นชัดมากที่สุดในยุคปัจจุบันมันก็จะเป็นพวกรอยเท้าต่างๆที่ได้มีการพบเห็นไม่ว่าจะพบเห็นบนภูเขาไม่ว่าจะเป็นทั้งในป่าหรือที่ต่างๆที่คาดว่ามันน่าจะเจอ เยติ ได้และอีกอย่างหนึ่งเลยก็คือเรื่องของภาพถ่ายแต่ภาพถ่ายตรงนี้

ในบางส่วนมันก็เป็นการแต่งขึ้นมาแต่ในบางส่วนมันก็ยังได้เป็นที่น่าสงสัยกันอยู่เหมือนกันเพราะในภาพถ่ายบางภาพถูกถ่ายได้จากกูเกิลเอิร์ธหลัมันก้ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้ว่าเจ้าสิ่งๆนี้ว่ามันคืออะไรและมันได้ขึ้นไปโผล่บนภูเขาหิมาลัยได้อย่างไรซึ่งตรงจุดนี้มันค่อนข้างที่มันหน้าสนใจเป็นอย่างมาก

แต่อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนในและน่าสงสัยไม่แพ้กันเลยก็คือข่าวต่างๆที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ได้มีการพูดถึงการปรากฏตัวของ เยติ และการบุกมาทำร้ายของ เยติ ซึ่งข่าวที่โด่งดังที่สุดจะมีอยู่สองข่าวด้วยกันข่าวแรกได้เกิดเมื่อประมาณปี1974 โดยในข่าวนั้นได้บอกเอาไว้ว่าได้มีเด็กผู้หญิงชาวเชปาคนหนึ่งกำลังพาจามรีไปดื่มน้ำที่ลำธานแต่อยู่ดีๆ

เธอก็ได้รู้สึกว่าเหมือนมีใครที่กำลังจองมองเธออยู่แล้วจู่ๆก็ได้มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีขนเต็มตัวบุกเข้ามาทำร้ายเธอจนเธอได้ส่งเสียงร้องดังออกมาแล้วก็ได้หมดสติไปและในเวลาต่อมาไม่นานเธอก็ฟื้นขึ้นมาปรากฎว่าจามารีของเด็กคนนี้ที่พามาดื่มน้ำทั้งหมดนั้นมันได้ตายหมดทุกตัวเลย

และที่มันได้น่าแปลกใจไปกว่านั้นเลยก็คือจามารีทุกตัวที่เด็กผู้หญิงคนนี้ได้หามาดื่มน้ำถูกบิดเขาจนผิดรูปและได้ถูกหักคอทุกตัวซึ่งตรงนี้คือเขาและที่โด่งดังมากเมื่อในปี1974และในช่วงเวลาต่อมาในปี1986ก็ได้มีอีกหนึ่งข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เยติ โดยในข่าวเขาได้บอกเอาไว้ว่าได้มีชาวอิตาลีคนหนึ่ง

ที่ได้มีชื่อว่า Reinhold Messnerเขาก็ได้เล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งในระหว่างที่เขาได้กำลังเดินปีนเขาอบู่เขาก็ได้พบกับซากจามารีที่มีลักษณะการตายแบบเดียวกันกับเด็กผู้หญิงที่เป็นข่าวเมื่อปี1974แต่ของReinhold Messnerนั้นจะแตกต่างกัน

นิดหน่อยโดยเขาได้เล่าว่าในขณะที่เขากำลังเดินทางกลับบริเวณต้นเขาในช่วงค่ำๆเขาก็ได้เจอรอยเท้าขนาดใหญ่ที่ไม่น่าจะใช่รอยเท้าของมนุษย์ในช่วงระหว่างที่เขากำลังจะเดินทางและได้เจอเงามีชีวิตประหลาดขนาดใหญ่ที่มีขนหนาไปทั่วร่างกายอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่50เมตรเท่านั้นและยังยืนมองเขาอยู่นิ่งๆเขาก็เลยตัดสินใจรีบออกมาจากจุดนั้นแล้วก็หนีรอดออกมาได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์