คลังเก็บหมวดหมู่: ตำนาน

ประวัติพื้นที่ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างหมู่บ้านลัดดาแลนด์

         ถ้าตามประวัติการสร้างหมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่จังหวัดเชียงใหม่ตามข้อมูลแล้วคนที่นำพื้นที่ดังกล่าวมาสร้างหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นก็คือคุณนายลัดดาซึ่งเธอเล็งเห็นแล้วว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อยู่ใกล้กับทางขึ้นดอยสุเทพและน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะต้องพาเที่ยวกันที่นี่คุณนายลัดดาจึงได้เล็งเห็นว่า

ถ้าหากซื้อที่ดินผืนนี้มาสร้างเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่จะทำรายได้ให้กับคุณนายลัดดาเป็นอย่างมากเธอจึงได้มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และสร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่ชื่อหมู่บ้านลัดดาแลนด์ขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามตามตำนานเรื่องเล่าประวัติพื้นที่ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้พื้นที่บริเวณนี้

เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามีป่ารกชัฏดังนั้นว่ากันว่าในช่วงเวลาก่อนที่จะถูกนำมาสร้างเป็นหมู่บ้านนั้นมักจะมีคนนำศพมาทิ้งบริเวณนี้อยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นพวกโจรขโมยที่มีการฆ่าข่มขืนแล้วนำศพมาทิ้งที่บริเวณนี้หรือแม้แต่หญิงสาวที่ท้องโดยที่ยังไม่พร้อมหรือกลุ่มผู้หญิงขายบริการที่ยังไม่ต้องการมีรูปต่าง

ก็จะทำแท้งและนำซากทารกมาทิ้งไว้ที่บริเวณป่าแห่งนี้อีกครั้งยังเคยมีเล่าลือเกี่ยวกับเรื่องของชายหนุ่มที่ติดยาเสพติดเขานำกัญชามาแอบเสพอยู่ตรงบริเวณชายป่าแห่งนี้หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาพบศพของเขานอนตายอยู่ข้างกัญชาซึ่งบริเวณข้างลำตัวของเขานั้นยังมีกัญชาเต็มไปหมดทำให้จุดบริเวณนี้เป็นจุดที่ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีวิญญาณหลากหลายอาศัยอยู่และที่สำคัญเมื่อช่วงตอนที่มีการเริ่มสร้างหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้น

คุณนายลัดดาได้มีการสั่งให้ช่างขุดสระน้ำเพื่อจะทำเป็นสระน้ำสาธารณะให้กับคนในหมู่บ้านได้มีบรรยากาศสระน้ำขนาดใหญ่กลางหมู่บ้านนั้นเองแต่อย่างไรก็ตามช่างที่ขุดสระน้ำนั้นได้มีการออกมาเปิดเผยว่าในระหว่างที่มีการขุดดินเพื่อทำสระน้ำนั้นเมื่อพวกเขาขุดดินลงไปก็จะพบโครงกระดูกเป็นจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ที่นำมาสร้างเป็นสระน้ำนี้ซึ่งเมื่อนับรวมแล้วก็เกือบ 100 กว่าจบเลยทีเดียว

และที่น่าหวาดกลัวอีกหนึ่งเรื่องนั้นก็คือบริเวณที่ดินรกร้างแห่งนี้ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างเป็นหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นชาวบ้านมักจะนำลูกกะตาสะเดาะเคราะห์หรือไม่ก็เป็นพวกศาลพระภูมิที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาทิ้งที่ป่าแห่งนี้เป็นจำนวนมากทางด้านเทศกิจเองต้องการที่จะทำความสะอาดพื้นที่ป่าแห่งนี้

จึงได้มีการขนตุ๊กตารวมทั้งศาลพระภูมิเก่าไปทิ้งที่อื่นแต่อย่างไรก็ตามมีการพูดคุยและเล่าต่อกันมาว่าทุกครั้งที่ทางเทศกิจนำตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์หรือศาลพระภูมิไปทิ้งที่อื่นรุ่งเช้าตุ๊กตาเหล่านั้นก็จะกลับมาอยู่ที่เดิมซึ่งเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้งจนไม่มีใครกล้าที่จะนำตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์หรือศาลพระภูมิที่ถูกทิ้งอยู่ที่แห่งนี้ไปทิ้งที่อื่นเลยและนี่คือตำนานที่เล่าขานกันมาเกี่ยวกับความน่ากลัวของที่ดินที่ถูกนำมาสร้างเป็นหมู่บ้านลัดดา ที่ดินเชียงใหม่นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

เมืองAtlantisจริงๆแล้วมันอยู่ที่ไหนกัน?

เขาบอกว่าAtlantisไม่ใช่เมืองและAtlantisก็ไม่ใช่ประเทศแต่Atlantisได้เป็นทวีปทวีปหนึ่งที่ได้มีความใหญ่เท่ากับทวีปแอฟริการวมกับทวีปเอเซียเลย ซึ่งมันใหญ่มากถ้าเราลองเอาไปเปรียบเทียบในแมพของโลกเราในปัจจุบันและในบันทึกก็ยังได้บอกลายละเอียดต่างๆในเมืองAtlantisอีกด้วยว่าในเมืองAtlantisมีทั้งเทคโนโลยี

ที่ทันสมัยสามารถเรียกฟ้าเรียกฝนได้ใจคิดสามารถปรับสภาพอากาศได้และควบคุมน้ำหรือทะเลโดยบริเวณรอบๆเมืองAtlantisได้อีกด้วยและผู้คนที่อยู่ในAtlantisยังได้มีความฉลาดรวมไปถึงมีอายุเฉลี่ยยืนยาวถึง800ปีกันเลยทีเดียวและที่สำคัญมากที่สุดคือตามบันทึกเขาได้บอกว่าคนชาวเมืองAtlantis

ไม่ได้เป็นคนธรรมดาที่อยู่บนโลกแต่เป็นมนุษย์ที่ได้มาจากดวงดาว ดวงอื่นหรือมนุษย์ต่างดาวนั่นแหละ โดยอาณาจักรAtlantisจะเป็นอาณาจักรที่ลักษณะดูคล้ายๆวงกลมอยู่สามรอบวงกลมที่ได้ครอบคุมตัวเมืองทั้งหมดเลย โดยสามรอบวงนี้ในแต่ละวงมันก็ได้มีความหมายของมันเป็นการแบ่งวรรณะชนชั้นต่างๆ

เช่นชนชั้นกษัตริย์ชนชั้นคนธรรมดาและชนชั้นทหารเป็นต้นสำหรับข้อสันนิษฐานการล่มสลายของอาณาจักรAtlantisมีอยู่เยอะแยะมากมายทั้งที่เราเคยได้ยินและที่เราไม่เคยได้ยินทั้งเกิดโรคภัยไข้เจ็บในยุคนั้นโรคละบาดที่ไม่สามารถรักษาได้มีการต่อสู้มีการรบลาฆ่าฟัน

และมีการแย่งชิงอำนาจกันในครั้งใหญ่ในยุคนั้นหรือถ้าเอา สิ่งที่คนเชื่อกันมากที่สุดและสิ่งๆนี้มันได้เป็นหลักความเชื่อนั่นก็คือการถูกทำลายด้วยความพิโรจน์ของเทพโพไซดอนผู้ที่คิดสร้างAtlantisขึ้นมา เนื่องจากเกิดการรบลาฆ่าฟันกันแย่งชิงอำนาจกันจากนั้นเทพโพไซดอนก็เลยทำลายAtlantisลงด้วยการสั่งให้เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ

ได้เกิดขึ้นมานั้นเอง ซึ่งการหายไปของอาณาจักรAtlantisทางประวัติศาสตร์เขาก็ไม่ได้มีการยืนยันหรือว่ามีหลักฐานที่บ่งบอกว่าอาณาจักรAtlantisมันหายไปได้ยังไงเพราะว่ามันไม่ได้มีการค้นพบไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่เราได้มีการค้นพบในแต่ละที่นั้นมันเป็นเมืองไหนมันใช่เมืองAtlantisจริงๆ

หรือเปล่าถ้าเราสังเกตในข่าวหรือว่าข้อมูลต่างๆเราก็จะสังเกตได้เลยว่ามันมีอยู่หลายหัวข้อที่ได้บอกว่าได้มีการค้นพบเมืองAtlantisตรงพื้นที่ตรงนี้ซึ่งแต่ละที่นั้นมันก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเมืองAtlantisจริงๆแล้วมันอยู่ที่ไหนเราก็ยังไม่รู้เพราะเราไม่ได้มีการค้นพบนั้นเองมันเลยสรุปไม่ได้เลย

ว่าเมืองAtlantisนั้นมันได้ล่มสลายไปเพราะอะไร แต่ว่าล่าสุดเขาได้บอกว่าได้มีทีมนักสำรวจทีมหนึ่งได้ไปเจอพื้นที่ที่เขาคลาดกันว่ามันน่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองAtlantisจริงๆและตำแหน่งนั้นปัจจุบันได้อยู่ทางตอนใต้ของสเปน

 

สนับสนุนโดย  bk8

เรื่องเล่าสยองขวัญโดนผีนางรำหลอก

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ฉันยังเป็นนักเรียนอยู่ในวันนั้นเป็นช่วงตอน 15:00 นพอดีซึ่งเป็นช่วงที่นักเรียนทุกคนจะเริ่มต้นกับบ้านหรือใครที่เรียนพิเศษก็จะเริ่มไปเรียนพิเศษตอนนี้ทุกวันนั้นทำได้ขอพ่อให้เรียนพิเศษนะพ่อกลับปฏิเสธว่าครอบครัวเราจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในการดูแลและส่งเสียน้องดังนั้น

จึงไม่สามารถที่จะนำเงินไปให้ฉันได้ยินพิเศษได้จะถึงแม้จะได้ยินอย่างนั้นแต่ฉันก็ยังเป็นขอให้คุณครูสอนพิเศษฉันคือคุณครูก็เป็นคนที่ใจดีมากและตกลงที่จะสอนพิเศษให้ฟรีโดยไม่คิดเงินถ้าเป็นคุณครูผู้หญิงซึ่งมีชื่อว่าครูจิ๊บครูติ๊กสอนวิชาการแต่มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันได้ฟังเรื่องผีมาเมื่อคืน

ดังนั้นในวันต่อมาตอนเรียนพิเศษซึ่งของคุณครูให้เล่าเรื่องผีให้ฟังเพราะคุณครูเคยบอกว่าตัวเองเคยเจอผีจริงๆกับตัวทุกคนขอร้องเป็นอย่างมากให้คุณครูยอมเล่าเรื่องแต่คุณครูก็ไม่ยอมรับสักทีสุดท้ายพวกเราจึงสัญญาว่าจะทำงานส่งครูให้เพิ่มเป็น 2 เท่าถ้าคุณครูเล่าให้ฟังอย่างนั้นคุณครูคิดสักพักแล้วก็จึงเล่าให้เราฟัง ว่า

  สมัยนั้นเป็นตอนที่คุณครูกำลังเป็นวัยรุ่นอยู่คุณครูถูกสั่งให้ไปดูและทำการดูแลค่ายอบรมซึ่งจะทำการอบรมที่โรงเรียนเก่าซึ่งมีอยู่นานมาแล้วซึ่งตอนนี้ก็ได้ปิดตัวลงไปแล้วซึ่งคุณครูของฉันหรือครูจิ๊บเดินทางไปกับเพื่อนสนิทที่เป็นคุณครูซึ่งมีชื่อว่าครูเขาทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันและสุขสันต์ให้ไปอบรมค่ายที่นั่นที่เดียวกัน

ดังนั้นจึงไปด้วยกันซึ่งตอนนั้นคุณครูก็ได้พบกับบ้านพักของคุณครูและเพื่อนสนิทซึ่งห้องนอนของทั้งสองคนจะต้องนอนอยู่ในห้องเดียวกันที่ชั้นล่างชั้น 2 ได้ติดป้ายไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ให้ขึ้นไปโดยเด็ดขาดไม่งั้นจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและแจ้งข้อหาบุกรุกด้วยความที่กลัวว่า

โดนเจ้าหน้าที่จะดังนั้นเราจึงเลือกที่จะไม่สนใจข้างๆของห้องพักของคุณครูทั้งสองคนจะมีห้องรำไทยอยู่ทางขวาทางซ้ายจะเป็นห้องดนตรีไทยคุณครูไม่ได้สนใจแต่อยู่ๆเพื่อนของคุณครูก็เดินขึ้นไปสำรวจบนชั้นบนซึ่งก็คือครูเก๋านั่นเองก็เห็นอย่างนั้นคุณครูจึงเลือกที่จะเดินตามขึ้นไป

หลังจากนั้นอยู่ๆคุณครูก็ได้ยินเสียงเพลงเสียงจากดนตรีไทยยกตัวอย่างเช่นระนาดขึ้นตอนนั้นทั้งคุณครูรู้สึกงงเป็นอย่างมากหลังจากนั้นครูเขาก็ได้เห็นว่าเหมือนมีร่างดำๆวิ่งตัดหน้าผ่านไปและรู้สึกว่าร่างกำยำน้ำกำลังรำอยู่แต่พอคุณครูเขาและครูจิ๊บหันหลังไปก็ไม่มีอะไรทั้งสองคนงงมากซึ่งก็จะเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง พี่ทั้งสองคนหันหลังกลับไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจำขึ้นไปเรื่อยๆคุณครูทนไม่ไหวจึงลาออกจากโรงเรียนแล้วกลับบ้านไปจนสุดท้ายก็ได้มาทำงานที่นี่

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี

ตำนานรักที่แสนเศร้าของดาวพลูโต ดาวที่ถูกลืมไปจากจักวาร

หลายๆคนอาจจะไม่รู้จักดาวพลูโตเพราะส่วนใหญ่มันคือดาวที่ถูกลืมไปทั่วโลก ซึ้งเรื่องของดาวพลูโตนั้นมันมีแต่เรื่องเศร้าๆทั้งนั้นและมันคือดาวที่น่าสงสารเหลือเกิน เพราะความรักที่มันไม่ได้รับความรักตอบกลับจากดาวดวงอื่น   ซึ้งดาวพลูโตนั้นมันก็มีตำนานของมันเช่นเดียวกันค่ะ โดยตำนานนั้นจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวเราไปรับฟังไปพร้อมๆกันเลยค่ะว่าตำนานนี้จะเศร้ามากใช่ไหมอะไรที่มันถูกลืมไปในที่สุด 

 เมื่อหลาย100 ปีก่อนดาวพลูโตคือดาวที่เคยเป็นดาวที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ก็คือดวงดาวที่มีแสงสว่างมากที่สุดมันร้อนมากจนสามารถละลายเหล็กได้เลย ดาวหลายๆดวงรอบดวงอาทิตย์ ดาวพลูโตก็เป็นดาวที่แอบชอบดวงอาทิตย์เช่นเดียวกันทุกตัวนั้นจะพยามโคจรตัวเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ให้มากที่สุด

เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับดวงอาทิตย์และดวงอาทิตย์จะได้สนใจแต่ดาวพลูโตนั้นถึงแม้ว่ามันจะชอบดวงอาทิตย์มากแค่ไหนแต่มันก็ไม่เคยพยายามเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์เลยมันได้แต่เฝ้าดูดวงอาทิตย์อยู่ไกลๆและก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่ก็ยังซื่อสัตย์กับความรักที่มันมีต่อรองอาทิตย์มาตลอดหลายสิบปีโดยมันไม่เคยที่จะรักใครเพียงแค่รักดวงอาทิตย์และเฝ้ามองดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลาหลังจากที่มันพยายามทำตัวไม่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์

เหมือนดาวดวงอื่นมันก็เพราะว่าตอนนี้มันอยู่ไกลเกินไปไกลมากกว่าที่มันจะสามารถเข้าใกล้ดาวดวงอื่นได้แล้วตอนนี้ดาวเกือบทุกดวงเกือบจะลืมมันไปแล้วแล้วมันก็คงไม่มีโอกาสที่จะสามารถที่จะสารภาพความรักที่มันมีต่อดวงอาทิตย์ได้ทุกๆวันดวงอาทิตย์ก็จะเริ่มลอยออกไปหาเจ้าดาวพลูโตมากขึ้นเรื่อยๆ

จะพยายามเข้าใกล้มากเท่าไหร่ดวงอาทิตย์ก็ยิ่งอยู่ไกลมากขึ้นเท่านั้นไม่นานดาวทุกดวงก็ลืมดาวพลูโตการตำรวจถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นมันก็ยังคงทำหน้าที่โคจรรอบดวงอาทิตย์พร้อมกับเป็นดาวที่เป็นทาสรับใช้ของดวงอาทิตย์ตลอดมาหลังจากที่มันกำลังจะถูกลืมครบทุกดวงจากดวงดาวตัวอื่นแล้วมันก็ถูกขับไล่ออก

จากการเป็นทาสและบริวารของดวงอาทิตย์ทำให้มันเสียใจเป็นอย่างมากแต่มันก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้อีกแล้วแต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนี้มันก็ยังคงรักและเฝ้ารอวันที่มันจะได้ไปสารภาพรักกับวันอาทิตย์สุดท้ายมันก็ถูกลืมไปเองและกลายเป็นดาวที่ไม่ได้แสงสว่างอีกตลอดค่ะ

 

สนับสนุนโดย  สูตร sagame

เล่ากันมานานจนเป็นตำนานกับสโนไวท์ และคนแคะ

นักเรียนเห็นเงินราชินีองค์หนึ่งที่ยังไม่มีลูกในช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวเธอได้ทำการขอกับพระเจ้าว่าฉันต้องการให้เธอมีลูกสาวมันจากนั้นไม่นานเธอก็ได้คลอดลูกออกมาแต่ 1 เดือนผ่านไปเธอก็เสียชีวิตลงเนื่องจากอาการป่วยน่ะทำให้พระราชาที่แต่งงานกับคุณใหม่ซึ่งจริงๆแล้วเธอนั้นเป็นแม่มด

แต่ไม่นานพระราชาก็หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาและแม่มดก็พบว่าสโนไวท์สวยงามกว่านางเธออยากให้เธอเป็นคนที่สวยที่สุดในปฐพีเธอจึงสั่งให้นายพรานคนหนึ่งรอให้สโนไวท์เข้าไปในป่าและค่าเทอมพร้อมกับนำหัวใจของสโนไวท์มาเป็นหลักฐานว่าเขาฆ่าเธอแล้วจริงๆซึ่งเขาก็ทำตามเนื่องจากลัวในอำนาจของเธอแต่ไม่นานเขาก็เปลี่ยนใจสั่งให้สโนไวท์หนีไปแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกและเขาก็ได้ทำการนำหัวใจหมูไปแทน

ซึ่งแม่มดก็ไม่รู้และคิดว่าเธอได้ทำการฆ่าสโนไวท์ไปแล้วสโนไวท์หลงเข้าไปในป่าเจอกับกระท่อมหลังนึงไม่ใช่เดินเข้าไปเถอะพบกับโต๊ะขนาดเล็กจับถ้วยชามใส่โจ๊กและสลัดผักรวมถึงน้ำเปล่าหลายๆแก้วรวมกันได้ทั้งหมด 7 ชุดซึ่งเธอก็กินของทุกอย่างจะหมดและก็หันไปเจอกับห้องนอนห้องนึงไม่มีเตียงทั้งหมด 7 เตียง

เนื่องจากความเหนื่อยเธอจึงไปนอนที่นั่นแหละหลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็กลับมาซึ่งเจ้าของบ้านคือคนแคระซึ่งมีกันทั้งหมด 7 คนพวกเขาเห็นว่าอาหารที่เตรียมเอาไว้ก่อนออกไปทำงานหายไปแล้วเมื่อมองไปที่เตียงก็พบกับหญิงสาวซึ่งก็คือสโนไวท์นอนอยู่เมื่อคืนเอาไว้ตื่นขึ้นแล้วคนแคระทั้ง 7 ก็ถามว่าเธอมาจากไหน

และมาที่นี่ได้ยังไงซึ่งเธอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดทั้ง 7 อนุญาตให้เธออยู่ที่บ้านแต่ต้องทำอาหารให้พวกเขาทุกๆวันเธอตอบตกลงและทำอย่างนั้นทุกๆวันแต่มีอยู่วันหนึ่งที่แม่มดเพิ่งรู้ว่าเธอได้ถูกหลอกเธอเป็นทำการฆ่านายพรานคนนั้นแปลงร่างเป็นหญิงแก่พร้อมกับ Apple ที่มียาพิษอยู่เธอเดินเข้าไปหาบ้านของคนแคระทั้ง 7

และเรียกให้สโนไวท์ออกมาซึ่งเธอนั้นบอกว่าฉันต้องการที่จะแลกแอปเปิ้ลกับขนมปังใส่แยมสโนไวท์ไม่รู้อะไรเลยเธอจะได้ทำการแลกกันสโนไวท์กับแอปเปิ้ลคำแรกเธอก็สลบไปทันทีเมื่อคนแคระทั้งเจ็ดมาเห็นเธอเธอก็ตายไปแล้วทุกคนเสียใจมากและสร้างโรงศพให้กับเธอ

แต่ไม่นานเจ้าชายก็เดินทางผ่านมาพบกับสโนไวท์เขาก็ตกหลุมรักเธอเขาเลยต้องการจะนำศพของเธอไปที่พระราชวังและสร้างสุสานเฉพาะของเธอขึ้นมาไม่นานระหว่างที่กำลังขนย้ายโรงศพคนใช้ที่ขนโลงศพก้อนหินข้าวไม่ลงกระแทกพื้นที่เปิดฝาโลงศพออกพร้อมกับดูว่าศพเป็นอะไรมากหรือไม่การหลังจากนั้นศพของสโนไวท์ เนื่องจากเพียงแค่เปลือกของ Apple เธอเท่านั้นแต่ตอนนี้มันหลุดออกมาแล้วทำให้เธอฟื้นคืนชีพอีกครั้งแล้วทั้งสองก็แต่งงานกันในที่สุดและมีชีวิตอยู่ตลอดไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ bk8

ตํานานแฟรงเกนสไตน์ 

ตำนานเกี่ยวกับ Frankenstein นั้นเชื่อว่าจะตายคือส่วนของสัตว์ต่างๆซึ่งถูกนำมาเย็บต่อกันให้กลายเป็นร่างเกี่ยวกับมนุษย์ทุกอย่างจะเหมือนมนุษย์ที่แปลกไปก็คือรอยยิ้มจากศพอื่นๆที่นำมาประติดประต่อกันเท่านั้น

นอกจากนั้นตรงคอของสังเกตตายทุกตัวจะมีเหมือนปูปัจจุบันทั้งสองด้านซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณไฟฟ้าชนิดหนึ่งทำให้มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้แล้ววันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานเกี่ยวกับFrankensteinที่แท้จริงมันเป็นยังไงและใครเป็นคนสร้างตำนานนี้ขึ้นมาเรามาดูกันไปพร้อมๆกันเลยค่ะ 

ตำนานของ Frankenstein  1 มกราคมเมื่อคริสตศักราช 1 8 เรื่อง เรื่องเล่า เรื่องเล่าว่าได้ Victor Frankenstein เรื่องเล่าว่าได้มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเขามีนามว่าวิคเตอร์แฟรงเกนสไตน์ เขาเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของกระแสไฟฟ้าที่จะเข้าไปในร่างกายของมนุษย์เท่านั้นก็ได้ทำการทดลองมาหลายครั้งกับสัตว์ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นหนูเป็ดหรือไก่รวมถึงลิงเขาก็ทำงานต่อนะแต่มันก็ยังไม่สำเร็จสักทีซึ่งมีอยู่วันหนึ่งเขาได้คิดขึ้นมาเกี่ยวกับการนำชิ้นส่วนของส่วนต่างๆมาปะติดปะต่อกันและสร้างให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้งเดินทางไปที่สุสานแห่งหนึ่งซึ่งเขานั้นก็ได้นำชิ้นส่วนศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยและยังมีสภาพที่ดีนำมาทำความสะอาดคราบเลือดออกซะจะแต่งตัวใหม่และทำการเย็บร่างกายเข้าด้วยกันหลังจากนั้นเขาก็นำมันไปทำการทดลองหลายๆอย่างผ่านไปเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

เจ้าศพพรุ่งนี้ก็กลับกลายขึ้นมากลายเป็นมนุษย์ไฟฟ้าที่มีร่างกายกำยำและมีขนาดใหญ่มากกว่าคนอื่นด้วยมันจะมีสิ่งของคล้ายๆกับกูอยู่ที่คอทั้งสองข้างของมันเพื่อเป็นการเชื่อมกระแสไฟฟ้าในร่างกายของมันหากไม่มีสิ่งของที่คล้ายกับกูอันนี้อยู่ที่ร่างกายของมันมันก็จะตาย

ซึ่งหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสร้างมันเสร็จเขาก็เกิดความกลัวFrankenstein ขึ้นมาทำให้เขาได้ทำการหนีไปซึ่งหลังจากนั้นเจ้ามนุษย์กระแสไฟฟ้าตัวนี้ มันก็ต้องการที่จะมีเพื่อนเนื่องจากไม่มีใครกล้าเป็นเพื่อนกับมันเลยเดินทางไปหานักวิทยาศาสตร์ที่สร้างมันขึ้นมาและขอร้องให้เขาสร้างเพื่อนของมัน

ขึ้นมาสาดกับปฏิเสธมันจะพยายามฆ่าครอบครัวของเขาจนเขาไม่เหลืออะไรเลยซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการฆ่าตัวตายและสุดท้ายเจ้าFrankenstein ไม่มีทั้งเพื่อนรวมถึงไม่มีคนที่คอยสร้างเขาด้วย

และนี้ก็คือตำนานเกี่ยวกับแฟรงเกนสไตน์ค่ะ สำหรับฉันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เศร้านิดหนึ่งค่ะเพราะสุดท้ายแฟรงเกนสไตน์ก็ไม่สมหวังและก็ไม่เหลือใครค่ะ

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฝากเงิน

ตำนานผีพญานาคกลายเป็นคน

เรื่องนี้แม่ของฉันเป็นคนโดนแม่ของฉันไม่ได้ ร่างที่แท้จริง เรื่องมีอยู่ว่าบ้านของฉันงูเข้าเยอะมากๆแล้วก็มีคนทักว่าพญานาคน่ะคุ้มครองเราอยู่แม่ก็ไม่ได้เชื่ออะไรแต่แล้วงูก็เข้าบ้านของฉันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ละครั้งก็ไม่ใช่ตัวเดียวกันแล้วก็ไม่ใช่สายพันธุ์เกี่ยวกันด้วย บ้านของฉันอยู่แถวๆกรุงเทพฯ

แต่บ้านของฉันไม่มีป่าหรือไม่มีที่รกเลยข้างบ้านหรือเพื่อนบ้านก็มีไม่มีรังงูและบ้านของเราเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่สร้างติดกันตอนแรกฉันก็ไม่สนใจอะไรแต่พอไปถามบ้านอื่นเขาก็ต่างบอกว่าไม่มีงูเข้าสักตัวบ้านอื่นๆก็เป็นเหมือนกัน แต่กว่าที่จะมาถึงบ้านของเรามันต้องผ่านบ้านอื่นๆก่อนแล้วแล้วทำไมมันถึงไม่เลือกไปที่อื่น

ถ้ามีคนมาทักเขาก็จะเข้าบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นคุณลุงคนหนึ่งเป็นคนอีสานบอกว่างูเห่าที่เข้ามาในบ้านเราน่ะเป็นงูสายพันธุ์หายากไปหาในป่ารกก็ไม่ได้เจอหรอกปัจจุบันก็หายากพอแล้วทำไมถึงมาเข้าบ้านล่ะ แต่ว่าฉันก็คิดว่ามันคงไม่ได้มาทำร้ายอะไรพวกเราเพราะมันไม่เคยกัดใครเลย

บางครั้งมันก็แค่ขู่มันก็แผ่แม่เบี้ยใส่ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดหลังจากนั้นฉันก็เล่นกับน้องอยู่งูเห่าก็เข้ามาเหลืออยู่ใต้โซฟาแต่พอฉันไปดูทีหลังโซฟาหวังว่ามันจะออกมาก็ไม่เห็นมันอีกแล้วอย่าฉันก็คิดว่ามันไปไหนกันนะทั้งๆที่ไม่มีที่ให้ไปแม่ของฉันก็เฝ้าอยู่ด้านหลังก็ไม่เห็นพี่ของฉันก็เฝ้าอยู่ด้านข้างก็ไม่เห็นน้องของฉันเฝ้าอยู่ด้านข้างอีกครั้งหนึ่งก็ไม่เห็นไม่เห็นเลยว่ามันไปที่ไหนและก็มีวันหนึ่งงูเห่าเข้าบ้านของเราแล้วไปแล้วไปหลบอยู่หลังตู้ไมโครเวฟฉันกับพี่และแม่และพ่อและน้องก็ต่างผลัดกันเฝ้าว่างูไม่ได้หนีไปไหน

หรือเปล่าแต่พอมืดก็ไม่เห็นว่ามันอยู่แล้วทั้งๆที่เราก็เฝ้าตลอดกินข้าวก็กินตรงนั้นด้วยแต่ก็ไม่เห็นมันออกมาเลยสักครั้ง จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่งูเข้ามาในบ้านแล้วฉันมองไปที่พื้นก็เห็นว่างูมันลอยอยู่ทั้งๆที่มันไม่ใช่งูที่บินได้เราจึงเรียกคนให้มาตีมันคนมาตีมันจนตายและนำศพใส่ถุงขยะฉันก็ถูกเช็ดเลือดหลังจากนั้นฉันก็มองเห็นเขี้ยวของงูที่มันหลุดอยู่จากปากงู

เพราะมันเป็นพิษเกรงว่าคนในบ้านจะมาเหยียบแม่ของฉันก็เข้าไปดูในถุงขยะที่เก็บศพไว้แต่ก็ไม่มีงูหรือลอยเลือดเลย แม่ก็เรียกให้คนมาดูฉันก็เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นจริงๆแม่ของฉันมองไปที่ด้านข้าง และเห็นมีแม่ งูเห่ามานำศพไปทั้งๆที่สุดไม่มีรอยเลือดเลยฉันก็ตกใจหลังจากนั้นครอบครัวของฉันจะเริ่มทำพิธีไหว้งู 1 ปี

มีครั้งเดียวแต่ทุกๆวันก่อนที่จะถึงวันไหว้งูของบ้านของฉันงูเห่าก็จะชอบมาเพ่นพ่านในบ้านของและในวันที่ไหว้งูนั้นงูเห่าแผ่แม่เบี้ยและจ้องไปที่อาหารมันทุกคนก็คิดว่างูเห่าก็คงอยากกินแต่พอเสร็จพิธีงูเห่าก็กลับไปพักผ่อนตามเดิมไม่ได้มาจับอาหารที่มาเซ่นไหว้เลย ฉันกับแม่คิดว่าบ้านเราคงมีพญานาคคุ้มครองอยู่งูถึงได้เข้ามาในบ้านแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับบ้านเราบ้านเราก็เจริญรุ่งเรืองเงินทองก็ไหลเข้าบ้านแต่น่าเสียดายที่ อยู่วันหนึ่งพี่ของฉันได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรักฉันลืมบอกเรื่องเกี่ยวกับงู

และพี่เขยของฉันไปเห็นพวกเราเซ่นไหว้งูหลังจากที่เราทำพิธีเสร็จเขาจะได้ไปกินอาหารที่เราทำไว้เพื่อเซ่นไหว้หลังจากนั้นพี่เขยจะถูกงูเห่ากัดแต่ว่าเราไปช่วยได้ทันมันจะเลี้ยวกลับไปแต่ว่ามันก็ทิ้งรอยเลือดที่มันได้ถูกทำร้ายมันเขียนว่าพี่เขยนั้นมากินอาหารเซ่นไหว้ หลังจากนั้นไม่นานกับครอบครัวต้องออกไปทำธุระพี่เขยก็อยู่บ้านคนเดียวพอฉันกับพ่อแม่และน้องและพี่กลับมาถึงบ้านก็เห็นว่าพี่เขยถูกงูเห่ากัดพี่ของฉันเห็น

ดังนั้นจึงได้ไปขอขมางูที่เอา เซ่นไหว้ฉันและพ่อรีบพาพี่เขยไปโรงพยาบาลหลังจากนั้นไม่นานก็สามารถกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัยฉันจึงบอกว่าเราน่ะจะเซ่นไหว้งูปีละ 1 ครั้งดังนั้นอย่ามาอย่าไปกินอาหารที่เรา เซ่นไหว้ไม่งั้นเดี๋ยวเจอแบบนี้อีกหลังจากนั้นงูเห่าตัวเดียวกันกับที่กัดพี่เขยก็กลับมาแล้วก็ส่ายหน้าเหมือนมันบอกว่ามันจะไม่มาบ้านหลังนี้อีกแล้วแล้วมันก็จะไม่กัดใครอีกแล้วด้วยหลังจากนั้นก็ไม่มีงูเข้ามาในบ้านของฉันอีกเลยแต่ฉันก็ยังเซ่นไหว้งูต่อไป

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าbk8

รองเท้าสุดคลาสสิคที่เพิ่งจะเคยเห็น

รองเท้าไร้ส้น

สำหรับรองเท้าชนิดนี้เรายังสามารถที่จะพบเห็นกันอยู่ได้บ่อยเมื่อเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลายคนปรากฎกายซึ่งมันได้ปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในงานเดินแบบเมื่อในปี2017และยังได้เป็นที่ฮือฮ่าอีกครั้งวิคตอเรียเบคแฮมก็ได้สวมใส่มันเมื่อในปีประมาณ2018 ซึ่งก็ได้มีดีไซเนอร์ชาวอิตาลีเขาได้เป็นคนที่ได้ออกแบบรองเท้าที่ไร้ส้นเป็นคนแรก

ทั้งนี้เธอก็ยังได้กล่าวอีกว่ารองเท้าคู่นี้มันจะทำให้เจ็บเท้าแล้วล่ะก็คุณนั้นคิดผิดไปอย่างมากเลยที่เดียวเพราะเหล่านางแบบที่ได้เข้ามาสวมใส่และได้เดินแบบนั้นจะรู้สึกแปลกๆกับมันในตอนแรกแต่พวกเขาก็ยังได้บอกอีกว่าเขานั้นได้ใส่และก็แบบธรรมดาเหมือนกับรอเท้าโดยทั่วๆไป

ซึ่งมันจะรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดีแต่อย่างไรก็ตามทางแพทย์ก็ยังได้ออกมาเตือนว่ามันอาจจะทำร้ายเท้าและหัวเข่าและกระดูกสันหลังได้ในกรณีที่จะต้องใส่มันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

รองเท้าพาดูกัส

สำหรับชื่อพาดูกัสมันได้เป็นชื่อของรองเท้าที่ดูเก่าแก่ของชาวอินเดียมันเป็นเพียงส่วนรองเท้าที่มันได้มีตุ่มออกมาโดยจะให้ใช้ส่วนของนิ้วเท้าและนิ้วชี้หนีบยึดเอาไว้เท่านั้นเองและนอกจากพาดูกัสแบบธรรมดาแล้วก็ยังได้มาพาดูกัสแบบหนอมสำหรับคุณที่ชอบทรมานตนเองซึ่งคนที่ใส่นั้นมักจะชอบความรู้สึกของการทิ่มแทงจากหนอมแหลมซึ่งหลังจากที่ร่างกายได้ถูกทรมานจากปลายหนามราว20ถึง40นาทีกลไกรของร่างกายก็จะสั่งให้หลั่งสารเคมีรักษาความเจ็บปวดออกมา

จึงมันทำให้มีความรู้สึกชาเคลิ้มและเหมือนเราตกอยู่ในพวังบางก้ได้มาบอกว่ามันได้ไปถึงจุดสุดยอดกันเลยทีเดียวแต่ถึงแม้ว่ามันจะทำให้มีรู้สึกเช่นนี้ได้รองเท้าพาดูกันมันกับได้ถูกสวมใส่นักบวชของชาวฮินดูหรือผู้ที่ได้บำเพ็ญที่ชอบทรมานร่างกายของตัวเอง

รองเท้าเจ้าสาวหัวแหลมทำจากไม้

สำหรับรองเท้าเจ้าสาวที่ได้ทำมาจากไม้คู่นี้นั้นมันได้มีต้นกำเนิดมาจากแทบหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศษซึ่งย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่9 คนชาวเมืองของที่นี่นั้นก็จะต้องต่อสู้กับกลุ่มแขกมัวผู้ที่ได้มารักเอาหญิงสาวในหมู่บ้านไปเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะจากนั้นพวกเขาก็ได้ควักหัวใจของศัตรูออกมาปักที่ปลายแหลมของยอดรองเท้าที่มันได้ทำมาจากไม้วอลนัท

ซึ่งรองเท้าคู่หนึ่งนั้นจะทำมาจากไม้วอลนัทโดยทั้งหมดและในภายหลังมาก้ได้มีการดัดต้นไม้วอลนัทให้มันได้เป็นรูปโค้งตามที่ต้องการเพื่อที่จะนำเอามาทำรองเท้าได้ง่ายขึ้นนั่นเองและชายหนุ่มก็จะมอบรองเท้าคู่นี้มอบให้กับหญิงสาวของเขาโดยเชื่อว่ายิ่งปลายรองเท้าสูงมากเท่าไรก็จะยิ่งแสดงถึงความรักที่ผู้ชายมอบให้มากเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  bk8

ของขลังที่เกิดขึ้นเองโดยตามธรรมชาติ

ฟันกรามช้าง

ช้างนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่ที่ทรงอำนาจมีอนุภาพน่ากลัวเกรงดังเช่นที่ทรามกันฟันกรามของช้างก็เลยกลายมาเป็นสิ่งที่แสวงหาของนักเล่นเป็นของขลังที่มีคนตามหากันอย่างมากมายเพราะจะหามันนั้นไม่ได้มาอย่างง่ายๆ

เนื่องจากยุคสมัยนี้เมื่อช้างนั้นได้ตายลงคนก็จะนำช้างเอาไปฝังไม่มีการชำแหละ แต่ว่าสำหรับอดีตนั้นช้างมันจะตายตามป่าเขาดังนั้นเวลาที่มันแห้งก็จะเหลือซากทิ้งไว้และก็ฟันกรามของมันนั่นเองถือได้ว่านั่นก็คือของศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งที่เป็นการหาได้ยากอย่างมาก

ซึ่งสำหรับคนรุ่นเก่าๆนั้นมองว่าฟันกรามของช้างนี้เหมาะสมที่จะเข้ากับคนรุ่นเก่าอย่างเช่น ท่านขุนหรือท่านที่มียศสูงๆเช่นนายทหารค้าราชการตำรวจผู้ได้เป็นใหญ่เป็นโตจึงจะเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าของนี้คุณละว่าคนไหนกันที่จะได้เป็นบุคคลที่ครอบครองฟันกรามของช้างนี้ มองว่าจะต้องเป็นคนที่มีบุญวาสนาอย่างแน่นอนเพราะนอกจากนั้นฟันกรามนี้ยังสามารุที่จะทำให้ท่านเลื่อนตำแหน่งได้อีกด้วย แถมยังทำให้ลูกน้องนั้นเกรงขามทำมาหากินก็ง่าย มีแต่เรื่องดีๆ

สำหรับคนสมัยก่อนนั้นมักจะนำชิ้นส่วนในบางส่วนของฟันกรามนี้โดยน้ำเศษเล็กๆมาใส่เข้ากับสีผึ้งที่เอาไว้ทาปากเพื่อเอาไว้ปกครองกับลูกน้อง และเป็นการพูดเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อีกด้วยโดยสามารถพูดให้เชื่อฟังในคำสั่งได้สิ่งสำคัญฟันกรามช้างมียานบารมีสูงคือคุณพระศรีรัตนตรัยคอยช่วยปกกันปกป้องรักษาและองค์ยานขององค์ช้างเอราวัณพระพิฆเนศชีปะขาวช่วยขับเสน่ห์จัญไรอาถรรพ์อาเพศต่างๆแก้ คุณไสยกัญชงชนะมานอุปสรรคได้

เคงเป็นเหล็ก

หลายๆคนก็อาจจะไม่เคยรู้จักหากไม่ได้สันใจทางด้านความเชื่อและขอขลังแต่ของขลังชนิดนี้ผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนในต่างจังหวัดและคนที่มีชื่อทางด้านนี้จะรู้จักกันดีและแท้จริงๆแล้วเคงเป็นเหล็กนี่ก็คือลังของปลวกชนิดหนึ่ง ซึ่งหาไม่ง่ายนักจะมีอยู่ตามยอดไม้เช่นต้นมะพร้ามและตัวเล็กกว่าปลวกธรรมดา ซึ่งความเชื่อในเรื่องจอมปลวกนั้นคนไทยต่างก็รู้กันดีว่ามันมีอาถรรพ์ที่ห้ามเหยียบห้ามข้ามหรือทำสิ่งไม่ดีต่อจอมปลวกและสำคัญลังเคงก็เช่นกันนานครั้งที่จะเกิดขึ้นเคงเป็นเหล็กนี้

จะต้องเป็นลังที่ร้างแล้วมีสภาพสมบูรณ์แต่เหตุไหนก็ไม่ทราบได้เคงร้างนี้ได้เปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กหรือมีความเหล็กกลายสภาพเป็นก้อนหินก้อนเหล็กแต่ยังสมบูรณ์มีรูทางเข้าออกเหมือนลังที่ตัวปลวกยังใช้งานอยู่นั่นเองความเชื่อสำหรับเคงเป็นเหล็กนั้นก็คือใช้ป้องกันอันตรายจากอาสุธต่างๆและอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า ซึ่งในสมัยโบราณเชื่อกันว่านักรบจะพกติดต่อตอนออกไปยานศึกสงครามแม้ในปัจจุบันความเชื่อของเคงเป็นเหล็กนั้นแทบจะไม่หลงเหลือแล้วและผู้คนที่ได้เข้าไปพบเห็นลังเคงหรือตัวปลวกในต้นมะพร้ามนั้นก็มักจะจับเอามาให้นกกินให้ปลากินและทำร้ายลังไปก็มีเพราะถือว่าปล่อยเอาไว้ใช่ว่ามันนั้นจะกลายมาเป็นเหล็กทุกอันไป

วิทบอร์น ได้ไปพบกับนางเงือกตนหนึ่งที่เขาได้จดบันทึกเอาไว้

การล่องเรือของ วิทบอร์น ได้ไปพบกับนางเงือกตนหนึ่งที่เขาได้จดบันทึกเอาไว้

เจ้าชายโชโตกุ

เจ้าชายโชโตกุหนึ่งในประวัติศาสตร์สำคัญของญี่ปุ่นพระองค์นั้นได้เป็นบุคคลที่มีพลังและมีสติ ซึ่งในศตวรรษ17พระองค์ทรงได้แนะนำรัฐธรรมนูญในมาตรา17ซึ่งได้เป็นการกำเนิดพฤติกรรมจากจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่อีกทั้งเจ้าชายโชโตกุนั้นพระองค์ไม่ใช่เป็นคนที่เชื่อในนิทานปรัมปราหรือไสยเวทย์วิทยาที่พิสูจน์ไม่ได้แต่อย่างไรก็ตามที่ทะเลสาบนิวะเจ้าชายโชโตกุยังได้ทรงเคยสนทนากับมนุษย์เงือกมาแล้ว

ด้านเงือกน้อยยตัวนั้นกำลังจะตายดังนั้นมันจึงไม่แปลกอะไรที่ทางเงือกน้อยนั้นจะเล่าเรื่องของเขานั้นให้คนแปลกน่าฟังเงือกตนนั้นก็ได้เล่าเรื่องราวให้เจ้าชายโชโตกุฟังว่าก่อนที่เขานั้นจะกลายมาเป็นมนุษย์เงือกนั้นเดิมที่แล้วเขาเคยเป็นชาวประมงที่เป็นมนุษย์ธรรมดามาก่อน

แต่เขาก็ได้ล่องเรือเข้าไปในน่านน้ำที่ต้องห้ามและเพื่อเป็นการลงโทษในการฝ่าฝืนกฏต้องห้ามเขานั้นก็ได้ถูกสาปให่้เป็นสัตว์ตัวประหลาดที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นนั้นก็จะเรียกว่าNingyoเขานั้นได้รับรู้ถึงความรู้สึกว่านี่มันคือการลงโทษซึ่งเขานั้นก็ได้ขอให้เจ้าชายโชโตกุให้ได้สร้างวัดเพื่อที่จะได้โชว์ร่างกายของเขาหลังจากที่การตายของเขาเพื่อที่จะได้เป็นการเตือนใจชาวประมงรายอื่นๆ

เพื่อไม่ให้ฝ่าฝืนกฏเข้าไปในน่าน้ำที่ต้องห้ามแต่ในปัจจุบันวัดนี้เป็นที่รู้จักกันในนามศาลเจ้าเทนโตเกียวสะซึ่งตั้งอยู่ภูเขาฟูจิที่สินซากของเงือกตนนั้นได้ถูกรักษาและดูแลโดยshintoละทิตามความเชื่อเดิมของชาวญี่ปุ่นละทิที่บูชาเทพเจ้าเชื่อถือเวทมนต์คาถารวมไปถึงการบูชาธรรมชาติและบรรพบุรุษ

กัปตันริชาร์ด วิทบอร์น

ริชาร์ด วิทบอร์นเขาได้เป็นนักสำรวจนักเขียนและเป็นผู้อาณานิคมในดินแดนของผู้คน ซึ่งในศตวรรษ16และ17เขาได้นำเรือต่อสู่กองเรือสเปนและจัดให้มีการหาปลาจากแคนาดาไปยังทะเลมิเตอร์เรเนียนดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากมายคนหนึ่งและเขาก็ไม่ใช้คนที่มีจินตนาการที่เพ้อฝันในปี1610นอกชายฝั่งของNeroundland รัฐแห่งหนึ่งของแคนนาดากัปตันริชาร์ด วิทบอร์นได้อธิบายของการเผชิญหน้ากับนางเงือกที่กำลังว่ายน้ำอย่างล่าเริง

เขาได้กล่าวว่านางเงือกนั้นสามารถว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็วสามารถดำลงไปใต้น้ำและสามารถกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำได้ในระดับที่สูงมากพอที่จะทำให้เขาได้เชยชมสิ่งที่มหัศจรรย์นี้ไหล่และผิวของเธอนั้นไม่ได้ใส่อะไรเลยแต่วิทบอร์นอ้างว่าเขามองไม่เห็นใบหน้าเธอใมนขณะนั้นกัปตันริชาร์ด วิทบอร์นยังได้อธิบายต่ออีกว่า

นางเงือกได้ขึ้นมาบนเรือของพวกเขาซึ่งไม่ทราบว่าพวกเธอนั้นปีนขึ้นมาบนเรือได้อย่างไรแต่พวกลูกเรือกลัวเธอและมีหนึ่งในผู้ลูกเรือตีเธอด้วยพายของเขาหลังจากนั้นนางเงือกก็ได้ว่ายน้ำหนีไปซึ่งเรื่องราวนางเงือกของกัปตันริชาร์ด วิทบอร์นนั้นดูเหมือนจะมีลายละเอียดค่อนข้างมาก

 

สนับสนุนโดย  9luck