คลังเก็บหมวดหมู่: ตำนาน

เล่ากันมานานจนเป็นตำนานกับสโนไวท์ และคนแคะ

นักเรียนเห็นเงินราชินีองค์หนึ่งที่ยังไม่มีลูกในช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวเธอได้ทำการขอกับพระเจ้าว่าฉันต้องการให้เธอมีลูกสาวมันจากนั้นไม่นานเธอก็ได้คลอดลูกออกมาแต่ 1 เดือนผ่านไปเธอก็เสียชีวิตลงเนื่องจากอาการป่วยน่ะทำให้พระราชาที่แต่งงานกับคุณใหม่ซึ่งจริงๆแล้วเธอนั้นเป็นแม่มด

แต่ไม่นานพระราชาก็หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาและแม่มดก็พบว่าสโนไวท์สวยงามกว่านางเธออยากให้เธอเป็นคนที่สวยที่สุดในปฐพีเธอจึงสั่งให้นายพรานคนหนึ่งรอให้สโนไวท์เข้าไปในป่าและค่าเทอมพร้อมกับนำหัวใจของสโนไวท์มาเป็นหลักฐานว่าเขาฆ่าเธอแล้วจริงๆซึ่งเขาก็ทำตามเนื่องจากลัวในอำนาจของเธอแต่ไม่นานเขาก็เปลี่ยนใจสั่งให้สโนไวท์หนีไปแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกและเขาก็ได้ทำการนำหัวใจหมูไปแทน

ซึ่งแม่มดก็ไม่รู้และคิดว่าเธอได้ทำการฆ่าสโนไวท์ไปแล้วสโนไวท์หลงเข้าไปในป่าเจอกับกระท่อมหลังนึงไม่ใช่เดินเข้าไปเถอะพบกับโต๊ะขนาดเล็กจับถ้วยชามใส่โจ๊กและสลัดผักรวมถึงน้ำเปล่าหลายๆแก้วรวมกันได้ทั้งหมด 7 ชุดซึ่งเธอก็กินของทุกอย่างจะหมดและก็หันไปเจอกับห้องนอนห้องนึงไม่มีเตียงทั้งหมด 7 เตียง

เนื่องจากความเหนื่อยเธอจึงไปนอนที่นั่นแหละหลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็กลับมาซึ่งเจ้าของบ้านคือคนแคระซึ่งมีกันทั้งหมด 7 คนพวกเขาเห็นว่าอาหารที่เตรียมเอาไว้ก่อนออกไปทำงานหายไปแล้วเมื่อมองไปที่เตียงก็พบกับหญิงสาวซึ่งก็คือสโนไวท์นอนอยู่เมื่อคืนเอาไว้ตื่นขึ้นแล้วคนแคระทั้ง 7 ก็ถามว่าเธอมาจากไหน

และมาที่นี่ได้ยังไงซึ่งเธอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดทั้ง 7 อนุญาตให้เธออยู่ที่บ้านแต่ต้องทำอาหารให้พวกเขาทุกๆวันเธอตอบตกลงและทำอย่างนั้นทุกๆวันแต่มีอยู่วันหนึ่งที่แม่มดเพิ่งรู้ว่าเธอได้ถูกหลอกเธอเป็นทำการฆ่านายพรานคนนั้นแปลงร่างเป็นหญิงแก่พร้อมกับ Apple ที่มียาพิษอยู่เธอเดินเข้าไปหาบ้านของคนแคระทั้ง 7

และเรียกให้สโนไวท์ออกมาซึ่งเธอนั้นบอกว่าฉันต้องการที่จะแลกแอปเปิ้ลกับขนมปังใส่แยมสโนไวท์ไม่รู้อะไรเลยเธอจะได้ทำการแลกกันสโนไวท์กับแอปเปิ้ลคำแรกเธอก็สลบไปทันทีเมื่อคนแคระทั้งเจ็ดมาเห็นเธอเธอก็ตายไปแล้วทุกคนเสียใจมากและสร้างโรงศพให้กับเธอ

แต่ไม่นานเจ้าชายก็เดินทางผ่านมาพบกับสโนไวท์เขาก็ตกหลุมรักเธอเขาเลยต้องการจะนำศพของเธอไปที่พระราชวังและสร้างสุสานเฉพาะของเธอขึ้นมาไม่นานระหว่างที่กำลังขนย้ายโรงศพคนใช้ที่ขนโลงศพก้อนหินข้าวไม่ลงกระแทกพื้นที่เปิดฝาโลงศพออกพร้อมกับดูว่าศพเป็นอะไรมากหรือไม่การหลังจากนั้นศพของสโนไวท์ เนื่องจากเพียงแค่เปลือกของ Apple เธอเท่านั้นแต่ตอนนี้มันหลุดออกมาแล้วทำให้เธอฟื้นคืนชีพอีกครั้งแล้วทั้งสองก็แต่งงานกันในที่สุดและมีชีวิตอยู่ตลอดไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ bk8

ตํานานแฟรงเกนสไตน์ 

ตำนานเกี่ยวกับ Frankenstein นั้นเชื่อว่าจะตายคือส่วนของสัตว์ต่างๆซึ่งถูกนำมาเย็บต่อกันให้กลายเป็นร่างเกี่ยวกับมนุษย์ทุกอย่างจะเหมือนมนุษย์ที่แปลกไปก็คือรอยยิ้มจากศพอื่นๆที่นำมาประติดประต่อกันเท่านั้น

นอกจากนั้นตรงคอของสังเกตตายทุกตัวจะมีเหมือนปูปัจจุบันทั้งสองด้านซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณไฟฟ้าชนิดหนึ่งทำให้มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้แล้ววันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานเกี่ยวกับFrankensteinที่แท้จริงมันเป็นยังไงและใครเป็นคนสร้างตำนานนี้ขึ้นมาเรามาดูกันไปพร้อมๆกันเลยค่ะ 

ตำนานของ Frankenstein  1 มกราคมเมื่อคริสตศักราช 1 8 เรื่อง เรื่องเล่า เรื่องเล่าว่าได้ Victor Frankenstein เรื่องเล่าว่าได้มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเขามีนามว่าวิคเตอร์แฟรงเกนสไตน์ เขาเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของกระแสไฟฟ้าที่จะเข้าไปในร่างกายของมนุษย์เท่านั้นก็ได้ทำการทดลองมาหลายครั้งกับสัตว์ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นหนูเป็ดหรือไก่รวมถึงลิงเขาก็ทำงานต่อนะแต่มันก็ยังไม่สำเร็จสักทีซึ่งมีอยู่วันหนึ่งเขาได้คิดขึ้นมาเกี่ยวกับการนำชิ้นส่วนของส่วนต่างๆมาปะติดปะต่อกันและสร้างให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้งเดินทางไปที่สุสานแห่งหนึ่งซึ่งเขานั้นก็ได้นำชิ้นส่วนศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยและยังมีสภาพที่ดีนำมาทำความสะอาดคราบเลือดออกซะจะแต่งตัวใหม่และทำการเย็บร่างกายเข้าด้วยกันหลังจากนั้นเขาก็นำมันไปทำการทดลองหลายๆอย่างผ่านไปเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

เจ้าศพพรุ่งนี้ก็กลับกลายขึ้นมากลายเป็นมนุษย์ไฟฟ้าที่มีร่างกายกำยำและมีขนาดใหญ่มากกว่าคนอื่นด้วยมันจะมีสิ่งของคล้ายๆกับกูอยู่ที่คอทั้งสองข้างของมันเพื่อเป็นการเชื่อมกระแสไฟฟ้าในร่างกายของมันหากไม่มีสิ่งของที่คล้ายกับกูอันนี้อยู่ที่ร่างกายของมันมันก็จะตาย

ซึ่งหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสร้างมันเสร็จเขาก็เกิดความกลัวFrankenstein ขึ้นมาทำให้เขาได้ทำการหนีไปซึ่งหลังจากนั้นเจ้ามนุษย์กระแสไฟฟ้าตัวนี้ มันก็ต้องการที่จะมีเพื่อนเนื่องจากไม่มีใครกล้าเป็นเพื่อนกับมันเลยเดินทางไปหานักวิทยาศาสตร์ที่สร้างมันขึ้นมาและขอร้องให้เขาสร้างเพื่อนของมัน

ขึ้นมาสาดกับปฏิเสธมันจะพยายามฆ่าครอบครัวของเขาจนเขาไม่เหลืออะไรเลยซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการฆ่าตัวตายและสุดท้ายเจ้าFrankenstein ไม่มีทั้งเพื่อนรวมถึงไม่มีคนที่คอยสร้างเขาด้วย

และนี้ก็คือตำนานเกี่ยวกับแฟรงเกนสไตน์ค่ะ สำหรับฉันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เศร้านิดหนึ่งค่ะเพราะสุดท้ายแฟรงเกนสไตน์ก็ไม่สมหวังและก็ไม่เหลือใครค่ะ

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฝากเงิน

ตำนานผีพญานาคกลายเป็นคน

เรื่องนี้แม่ของฉันเป็นคนโดนแม่ของฉันไม่ได้ ร่างที่แท้จริง เรื่องมีอยู่ว่าบ้านของฉันงูเข้าเยอะมากๆแล้วก็มีคนทักว่าพญานาคน่ะคุ้มครองเราอยู่แม่ก็ไม่ได้เชื่ออะไรแต่แล้วงูก็เข้าบ้านของฉันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ละครั้งก็ไม่ใช่ตัวเดียวกันแล้วก็ไม่ใช่สายพันธุ์เกี่ยวกันด้วย บ้านของฉันอยู่แถวๆกรุงเทพฯ

แต่บ้านของฉันไม่มีป่าหรือไม่มีที่รกเลยข้างบ้านหรือเพื่อนบ้านก็มีไม่มีรังงูและบ้านของเราเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่สร้างติดกันตอนแรกฉันก็ไม่สนใจอะไรแต่พอไปถามบ้านอื่นเขาก็ต่างบอกว่าไม่มีงูเข้าสักตัวบ้านอื่นๆก็เป็นเหมือนกัน แต่กว่าที่จะมาถึงบ้านของเรามันต้องผ่านบ้านอื่นๆก่อนแล้วแล้วทำไมมันถึงไม่เลือกไปที่อื่น

ถ้ามีคนมาทักเขาก็จะเข้าบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นคุณลุงคนหนึ่งเป็นคนอีสานบอกว่างูเห่าที่เข้ามาในบ้านเราน่ะเป็นงูสายพันธุ์หายากไปหาในป่ารกก็ไม่ได้เจอหรอกปัจจุบันก็หายากพอแล้วทำไมถึงมาเข้าบ้านล่ะ แต่ว่าฉันก็คิดว่ามันคงไม่ได้มาทำร้ายอะไรพวกเราเพราะมันไม่เคยกัดใครเลย

บางครั้งมันก็แค่ขู่มันก็แผ่แม่เบี้ยใส่ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดหลังจากนั้นฉันก็เล่นกับน้องอยู่งูเห่าก็เข้ามาเหลืออยู่ใต้โซฟาแต่พอฉันไปดูทีหลังโซฟาหวังว่ามันจะออกมาก็ไม่เห็นมันอีกแล้วอย่าฉันก็คิดว่ามันไปไหนกันนะทั้งๆที่ไม่มีที่ให้ไปแม่ของฉันก็เฝ้าอยู่ด้านหลังก็ไม่เห็นพี่ของฉันก็เฝ้าอยู่ด้านข้างก็ไม่เห็นน้องของฉันเฝ้าอยู่ด้านข้างอีกครั้งหนึ่งก็ไม่เห็นไม่เห็นเลยว่ามันไปที่ไหนและก็มีวันหนึ่งงูเห่าเข้าบ้านของเราแล้วไปแล้วไปหลบอยู่หลังตู้ไมโครเวฟฉันกับพี่และแม่และพ่อและน้องก็ต่างผลัดกันเฝ้าว่างูไม่ได้หนีไปไหน

หรือเปล่าแต่พอมืดก็ไม่เห็นว่ามันอยู่แล้วทั้งๆที่เราก็เฝ้าตลอดกินข้าวก็กินตรงนั้นด้วยแต่ก็ไม่เห็นมันออกมาเลยสักครั้ง จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่งูเข้ามาในบ้านแล้วฉันมองไปที่พื้นก็เห็นว่างูมันลอยอยู่ทั้งๆที่มันไม่ใช่งูที่บินได้เราจึงเรียกคนให้มาตีมันคนมาตีมันจนตายและนำศพใส่ถุงขยะฉันก็ถูกเช็ดเลือดหลังจากนั้นฉันก็มองเห็นเขี้ยวของงูที่มันหลุดอยู่จากปากงู

เพราะมันเป็นพิษเกรงว่าคนในบ้านจะมาเหยียบแม่ของฉันก็เข้าไปดูในถุงขยะที่เก็บศพไว้แต่ก็ไม่มีงูหรือลอยเลือดเลย แม่ก็เรียกให้คนมาดูฉันก็เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นจริงๆแม่ของฉันมองไปที่ด้านข้าง และเห็นมีแม่ งูเห่ามานำศพไปทั้งๆที่สุดไม่มีรอยเลือดเลยฉันก็ตกใจหลังจากนั้นครอบครัวของฉันจะเริ่มทำพิธีไหว้งู 1 ปี

มีครั้งเดียวแต่ทุกๆวันก่อนที่จะถึงวันไหว้งูของบ้านของฉันงูเห่าก็จะชอบมาเพ่นพ่านในบ้านของและในวันที่ไหว้งูนั้นงูเห่าแผ่แม่เบี้ยและจ้องไปที่อาหารมันทุกคนก็คิดว่างูเห่าก็คงอยากกินแต่พอเสร็จพิธีงูเห่าก็กลับไปพักผ่อนตามเดิมไม่ได้มาจับอาหารที่มาเซ่นไหว้เลย ฉันกับแม่คิดว่าบ้านเราคงมีพญานาคคุ้มครองอยู่งูถึงได้เข้ามาในบ้านแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับบ้านเราบ้านเราก็เจริญรุ่งเรืองเงินทองก็ไหลเข้าบ้านแต่น่าเสียดายที่ อยู่วันหนึ่งพี่ของฉันได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรักฉันลืมบอกเรื่องเกี่ยวกับงู

และพี่เขยของฉันไปเห็นพวกเราเซ่นไหว้งูหลังจากที่เราทำพิธีเสร็จเขาจะได้ไปกินอาหารที่เราทำไว้เพื่อเซ่นไหว้หลังจากนั้นพี่เขยจะถูกงูเห่ากัดแต่ว่าเราไปช่วยได้ทันมันจะเลี้ยวกลับไปแต่ว่ามันก็ทิ้งรอยเลือดที่มันได้ถูกทำร้ายมันเขียนว่าพี่เขยนั้นมากินอาหารเซ่นไหว้ หลังจากนั้นไม่นานกับครอบครัวต้องออกไปทำธุระพี่เขยก็อยู่บ้านคนเดียวพอฉันกับพ่อแม่และน้องและพี่กลับมาถึงบ้านก็เห็นว่าพี่เขยถูกงูเห่ากัดพี่ของฉันเห็น

ดังนั้นจึงได้ไปขอขมางูที่เอา เซ่นไหว้ฉันและพ่อรีบพาพี่เขยไปโรงพยาบาลหลังจากนั้นไม่นานก็สามารถกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัยฉันจึงบอกว่าเราน่ะจะเซ่นไหว้งูปีละ 1 ครั้งดังนั้นอย่ามาอย่าไปกินอาหารที่เรา เซ่นไหว้ไม่งั้นเดี๋ยวเจอแบบนี้อีกหลังจากนั้นงูเห่าตัวเดียวกันกับที่กัดพี่เขยก็กลับมาแล้วก็ส่ายหน้าเหมือนมันบอกว่ามันจะไม่มาบ้านหลังนี้อีกแล้วแล้วมันก็จะไม่กัดใครอีกแล้วด้วยหลังจากนั้นก็ไม่มีงูเข้ามาในบ้านของฉันอีกเลยแต่ฉันก็ยังเซ่นไหว้งูต่อไป

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าbk8

รองเท้าสุดคลาสสิคที่เพิ่งจะเคยเห็น

รองเท้าไร้ส้น

สำหรับรองเท้าชนิดนี้เรายังสามารถที่จะพบเห็นกันอยู่ได้บ่อยเมื่อเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลายคนปรากฎกายซึ่งมันได้ปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในงานเดินแบบเมื่อในปี2017และยังได้เป็นที่ฮือฮ่าอีกครั้งวิคตอเรียเบคแฮมก็ได้สวมใส่มันเมื่อในปีประมาณ2018 ซึ่งก็ได้มีดีไซเนอร์ชาวอิตาลีเขาได้เป็นคนที่ได้ออกแบบรองเท้าที่ไร้ส้นเป็นคนแรก

ทั้งนี้เธอก็ยังได้กล่าวอีกว่ารองเท้าคู่นี้มันจะทำให้เจ็บเท้าแล้วล่ะก็คุณนั้นคิดผิดไปอย่างมากเลยที่เดียวเพราะเหล่านางแบบที่ได้เข้ามาสวมใส่และได้เดินแบบนั้นจะรู้สึกแปลกๆกับมันในตอนแรกแต่พวกเขาก็ยังได้บอกอีกว่าเขานั้นได้ใส่และก็แบบธรรมดาเหมือนกับรอเท้าโดยทั่วๆไป

ซึ่งมันจะรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดีแต่อย่างไรก็ตามทางแพทย์ก็ยังได้ออกมาเตือนว่ามันอาจจะทำร้ายเท้าและหัวเข่าและกระดูกสันหลังได้ในกรณีที่จะต้องใส่มันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

รองเท้าพาดูกัส

สำหรับชื่อพาดูกัสมันได้เป็นชื่อของรองเท้าที่ดูเก่าแก่ของชาวอินเดียมันเป็นเพียงส่วนรองเท้าที่มันได้มีตุ่มออกมาโดยจะให้ใช้ส่วนของนิ้วเท้าและนิ้วชี้หนีบยึดเอาไว้เท่านั้นเองและนอกจากพาดูกัสแบบธรรมดาแล้วก็ยังได้มาพาดูกัสแบบหนอมสำหรับคุณที่ชอบทรมานตนเองซึ่งคนที่ใส่นั้นมักจะชอบความรู้สึกของการทิ่มแทงจากหนอมแหลมซึ่งหลังจากที่ร่างกายได้ถูกทรมานจากปลายหนามราว20ถึง40นาทีกลไกรของร่างกายก็จะสั่งให้หลั่งสารเคมีรักษาความเจ็บปวดออกมา

จึงมันทำให้มีความรู้สึกชาเคลิ้มและเหมือนเราตกอยู่ในพวังบางก้ได้มาบอกว่ามันได้ไปถึงจุดสุดยอดกันเลยทีเดียวแต่ถึงแม้ว่ามันจะทำให้มีรู้สึกเช่นนี้ได้รองเท้าพาดูกันมันกับได้ถูกสวมใส่นักบวชของชาวฮินดูหรือผู้ที่ได้บำเพ็ญที่ชอบทรมานร่างกายของตัวเอง

รองเท้าเจ้าสาวหัวแหลมทำจากไม้

สำหรับรองเท้าเจ้าสาวที่ได้ทำมาจากไม้คู่นี้นั้นมันได้มีต้นกำเนิดมาจากแทบหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศษซึ่งย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่9 คนชาวเมืองของที่นี่นั้นก็จะต้องต่อสู้กับกลุ่มแขกมัวผู้ที่ได้มารักเอาหญิงสาวในหมู่บ้านไปเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะจากนั้นพวกเขาก็ได้ควักหัวใจของศัตรูออกมาปักที่ปลายแหลมของยอดรองเท้าที่มันได้ทำมาจากไม้วอลนัท

ซึ่งรองเท้าคู่หนึ่งนั้นจะทำมาจากไม้วอลนัทโดยทั้งหมดและในภายหลังมาก้ได้มีการดัดต้นไม้วอลนัทให้มันได้เป็นรูปโค้งตามที่ต้องการเพื่อที่จะนำเอามาทำรองเท้าได้ง่ายขึ้นนั่นเองและชายหนุ่มก็จะมอบรองเท้าคู่นี้มอบให้กับหญิงสาวของเขาโดยเชื่อว่ายิ่งปลายรองเท้าสูงมากเท่าไรก็จะยิ่งแสดงถึงความรักที่ผู้ชายมอบให้มากเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  bk8

ของขลังที่เกิดขึ้นเองโดยตามธรรมชาติ

ฟันกรามช้าง

ช้างนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่ที่ทรงอำนาจมีอนุภาพน่ากลัวเกรงดังเช่นที่ทรามกันฟันกรามของช้างก็เลยกลายมาเป็นสิ่งที่แสวงหาของนักเล่นเป็นของขลังที่มีคนตามหากันอย่างมากมายเพราะจะหามันนั้นไม่ได้มาอย่างง่ายๆ

เนื่องจากยุคสมัยนี้เมื่อช้างนั้นได้ตายลงคนก็จะนำช้างเอาไปฝังไม่มีการชำแหละ แต่ว่าสำหรับอดีตนั้นช้างมันจะตายตามป่าเขาดังนั้นเวลาที่มันแห้งก็จะเหลือซากทิ้งไว้และก็ฟันกรามของมันนั่นเองถือได้ว่านั่นก็คือของศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งที่เป็นการหาได้ยากอย่างมาก

ซึ่งสำหรับคนรุ่นเก่าๆนั้นมองว่าฟันกรามของช้างนี้เหมาะสมที่จะเข้ากับคนรุ่นเก่าอย่างเช่น ท่านขุนหรือท่านที่มียศสูงๆเช่นนายทหารค้าราชการตำรวจผู้ได้เป็นใหญ่เป็นโตจึงจะเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าของนี้คุณละว่าคนไหนกันที่จะได้เป็นบุคคลที่ครอบครองฟันกรามของช้างนี้ มองว่าจะต้องเป็นคนที่มีบุญวาสนาอย่างแน่นอนเพราะนอกจากนั้นฟันกรามนี้ยังสามารุที่จะทำให้ท่านเลื่อนตำแหน่งได้อีกด้วย แถมยังทำให้ลูกน้องนั้นเกรงขามทำมาหากินก็ง่าย มีแต่เรื่องดีๆ

สำหรับคนสมัยก่อนนั้นมักจะนำชิ้นส่วนในบางส่วนของฟันกรามนี้โดยน้ำเศษเล็กๆมาใส่เข้ากับสีผึ้งที่เอาไว้ทาปากเพื่อเอาไว้ปกครองกับลูกน้อง และเป็นการพูดเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อีกด้วยโดยสามารถพูดให้เชื่อฟังในคำสั่งได้สิ่งสำคัญฟันกรามช้างมียานบารมีสูงคือคุณพระศรีรัตนตรัยคอยช่วยปกกันปกป้องรักษาและองค์ยานขององค์ช้างเอราวัณพระพิฆเนศชีปะขาวช่วยขับเสน่ห์จัญไรอาถรรพ์อาเพศต่างๆแก้ คุณไสยกัญชงชนะมานอุปสรรคได้

เคงเป็นเหล็ก

หลายๆคนก็อาจจะไม่เคยรู้จักหากไม่ได้สันใจทางด้านความเชื่อและขอขลังแต่ของขลังชนิดนี้ผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนในต่างจังหวัดและคนที่มีชื่อทางด้านนี้จะรู้จักกันดีและแท้จริงๆแล้วเคงเป็นเหล็กนี่ก็คือลังของปลวกชนิดหนึ่ง ซึ่งหาไม่ง่ายนักจะมีอยู่ตามยอดไม้เช่นต้นมะพร้ามและตัวเล็กกว่าปลวกธรรมดา ซึ่งความเชื่อในเรื่องจอมปลวกนั้นคนไทยต่างก็รู้กันดีว่ามันมีอาถรรพ์ที่ห้ามเหยียบห้ามข้ามหรือทำสิ่งไม่ดีต่อจอมปลวกและสำคัญลังเคงก็เช่นกันนานครั้งที่จะเกิดขึ้นเคงเป็นเหล็กนี้

จะต้องเป็นลังที่ร้างแล้วมีสภาพสมบูรณ์แต่เหตุไหนก็ไม่ทราบได้เคงร้างนี้ได้เปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กหรือมีความเหล็กกลายสภาพเป็นก้อนหินก้อนเหล็กแต่ยังสมบูรณ์มีรูทางเข้าออกเหมือนลังที่ตัวปลวกยังใช้งานอยู่นั่นเองความเชื่อสำหรับเคงเป็นเหล็กนั้นก็คือใช้ป้องกันอันตรายจากอาสุธต่างๆและอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า ซึ่งในสมัยโบราณเชื่อกันว่านักรบจะพกติดต่อตอนออกไปยานศึกสงครามแม้ในปัจจุบันความเชื่อของเคงเป็นเหล็กนั้นแทบจะไม่หลงเหลือแล้วและผู้คนที่ได้เข้าไปพบเห็นลังเคงหรือตัวปลวกในต้นมะพร้ามนั้นก็มักจะจับเอามาให้นกกินให้ปลากินและทำร้ายลังไปก็มีเพราะถือว่าปล่อยเอาไว้ใช่ว่ามันนั้นจะกลายมาเป็นเหล็กทุกอันไป

วิทบอร์น ได้ไปพบกับนางเงือกตนหนึ่งที่เขาได้จดบันทึกเอาไว้

การล่องเรือของ วิทบอร์น ได้ไปพบกับนางเงือกตนหนึ่งที่เขาได้จดบันทึกเอาไว้

เจ้าชายโชโตกุ

เจ้าชายโชโตกุหนึ่งในประวัติศาสตร์สำคัญของญี่ปุ่นพระองค์นั้นได้เป็นบุคคลที่มีพลังและมีสติ ซึ่งในศตวรรษ17พระองค์ทรงได้แนะนำรัฐธรรมนูญในมาตรา17ซึ่งได้เป็นการกำเนิดพฤติกรรมจากจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่อีกทั้งเจ้าชายโชโตกุนั้นพระองค์ไม่ใช่เป็นคนที่เชื่อในนิทานปรัมปราหรือไสยเวทย์วิทยาที่พิสูจน์ไม่ได้แต่อย่างไรก็ตามที่ทะเลสาบนิวะเจ้าชายโชโตกุยังได้ทรงเคยสนทนากับมนุษย์เงือกมาแล้ว

ด้านเงือกน้อยยตัวนั้นกำลังจะตายดังนั้นมันจึงไม่แปลกอะไรที่ทางเงือกน้อยนั้นจะเล่าเรื่องของเขานั้นให้คนแปลกน่าฟังเงือกตนนั้นก็ได้เล่าเรื่องราวให้เจ้าชายโชโตกุฟังว่าก่อนที่เขานั้นจะกลายมาเป็นมนุษย์เงือกนั้นเดิมที่แล้วเขาเคยเป็นชาวประมงที่เป็นมนุษย์ธรรมดามาก่อน

แต่เขาก็ได้ล่องเรือเข้าไปในน่านน้ำที่ต้องห้ามและเพื่อเป็นการลงโทษในการฝ่าฝืนกฏต้องห้ามเขานั้นก็ได้ถูกสาปให่้เป็นสัตว์ตัวประหลาดที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นนั้นก็จะเรียกว่าNingyoเขานั้นได้รับรู้ถึงความรู้สึกว่านี่มันคือการลงโทษซึ่งเขานั้นก็ได้ขอให้เจ้าชายโชโตกุให้ได้สร้างวัดเพื่อที่จะได้โชว์ร่างกายของเขาหลังจากที่การตายของเขาเพื่อที่จะได้เป็นการเตือนใจชาวประมงรายอื่นๆ

เพื่อไม่ให้ฝ่าฝืนกฏเข้าไปในน่าน้ำที่ต้องห้ามแต่ในปัจจุบันวัดนี้เป็นที่รู้จักกันในนามศาลเจ้าเทนโตเกียวสะซึ่งตั้งอยู่ภูเขาฟูจิที่สินซากของเงือกตนนั้นได้ถูกรักษาและดูแลโดยshintoละทิตามความเชื่อเดิมของชาวญี่ปุ่นละทิที่บูชาเทพเจ้าเชื่อถือเวทมนต์คาถารวมไปถึงการบูชาธรรมชาติและบรรพบุรุษ

กัปตันริชาร์ด วิทบอร์น

ริชาร์ด วิทบอร์นเขาได้เป็นนักสำรวจนักเขียนและเป็นผู้อาณานิคมในดินแดนของผู้คน ซึ่งในศตวรรษ16และ17เขาได้นำเรือต่อสู่กองเรือสเปนและจัดให้มีการหาปลาจากแคนาดาไปยังทะเลมิเตอร์เรเนียนดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากมายคนหนึ่งและเขาก็ไม่ใช้คนที่มีจินตนาการที่เพ้อฝันในปี1610นอกชายฝั่งของNeroundland รัฐแห่งหนึ่งของแคนนาดากัปตันริชาร์ด วิทบอร์นได้อธิบายของการเผชิญหน้ากับนางเงือกที่กำลังว่ายน้ำอย่างล่าเริง

เขาได้กล่าวว่านางเงือกนั้นสามารถว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็วสามารถดำลงไปใต้น้ำและสามารถกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำได้ในระดับที่สูงมากพอที่จะทำให้เขาได้เชยชมสิ่งที่มหัศจรรย์นี้ไหล่และผิวของเธอนั้นไม่ได้ใส่อะไรเลยแต่วิทบอร์นอ้างว่าเขามองไม่เห็นใบหน้าเธอใมนขณะนั้นกัปตันริชาร์ด วิทบอร์นยังได้อธิบายต่ออีกว่า

นางเงือกได้ขึ้นมาบนเรือของพวกเขาซึ่งไม่ทราบว่าพวกเธอนั้นปีนขึ้นมาบนเรือได้อย่างไรแต่พวกลูกเรือกลัวเธอและมีหนึ่งในผู้ลูกเรือตีเธอด้วยพายของเขาหลังจากนั้นนางเงือกก็ได้ว่ายน้ำหนีไปซึ่งเรื่องราวนางเงือกของกัปตันริชาร์ด วิทบอร์นนั้นดูเหมือนจะมีลายละเอียดค่อนข้างมาก

 

สนับสนุนโดย  9luck

ตำนานของหนุ่มรูปงามที่โทษประหารอย่างผู้บริสุทธิ์

ตำนานเชียงงาม

ชายรูปงามกับคำสาปแช่งเมืองหนองหาร ด้วยรูปร่างน่าตาที่งามสงามของบุรุษผู้หนึ่งทำให้สาวน้อยสาวใหญ่หลงไหลแม้สตรีที่มีเล่ามีเรือนแล้วก็หลงเสน่ห์ยื้อแยกกันความฉุน ละมุนวุ่นวายจนสุดท้ายหนุ่มผู้นี้จึงได้รับโทษประหารชีวิตอย่างผู้บริสุทธิ์ได้เป็นที่มาของตำบลเชียงงามหนุ่มรูปหล่อในสมัยโบราณที่ได้มีการสาปแช่ง ณ เมืองหนองหารจังหวัดอุดรธานีให้ได้พบกับความไม่เจริญสมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว

ขณะที่อำนาจของรัฐขอมได้เข้ามาปกครองดินแดนหนองหารหลวงและหนองหารน้อย ซึ่งในปัจจุบันก็คือ อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี ในสมัยนั้นได้มีกลุ่มลาวอพยพเข้ามาอาศัยอยู่บ้านดงแพงภายในเขตการปกครองของเมืองหนองหาร เมืองดงแพงในปัจจุบันคือ หมู่บ้านเชียงงามนั้นเอง

ในหมู่บ้านดงแพงมีครอบครัวหนึ่งมีลูกชายที่หน้าตาหน้ารักมากครั้งถึงวัยที่ต้องบวชเณรครอบครัวนี้จึงได้ให้ลูกชายได้บวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนในวัดฉานเมืองสามเณรน้อยก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างดีแต่เนื่องจากมีรูปงามที่งามพร้อมทำให้หญิงสาวต่างเข้ามาเข้ามาทำบุญที่วัดฉายเมืองเป็นจำนวนมากเพื่อให้ได้เห็นสามเณรรูปงามหญิงสาวหลายรายต่างก็ได้แย้งกันเพื่อเอาอกเอาใจปรนนิบัติรับใช้ต่างๆใช้เวลาต่อมาเมื่อสามเณรถึงวัยที่จะต้องบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วแต่บิดาก็ให้ลาสิกขาออกมาภาษาที่ใช้เรียกพระสงฆ์ที่ลาสิกขาว่าเชียงและเหตุที่สามเณรมีรูปงามจึงเรียกกันว่าเชียงงาม

สาวน้อยสาวใหญ่รวมไปถึงแม่เมืองหนองหารในขณะนั้นเมื่อรู้ว่าสามเณรได้ลาสิกขาแล้วต่างก็ได้พากันมาเยียมเยือนทั้งหาข้าวปลาอาหารมาให้ผู้หญิงหลายคนต่างก็ได้ทะเลาะแย้งชิงเชียงงามกันจนให้เป็นเรื่องเป็นราวและหลายคนก็มาปรนนิบัติพัดวีเชียงงามจนทำให้ลืมครอบครัวของตนเองทำให้สามีของหญิงสาวเหล่านั้นต่างก็ได้ไปฟ้องต่อเจ้าเมืองหนองหารว่าเชียงงามมาแย้งภรรยาของตนจึงทำให้ครอบครัวของพวกตนต้องเดือดร้อนเจ้าเมืองหนองหารจึงได้เรียกเชียงงามนั้น

มาสอบถามถึงเรื่องที่ได้เกิดขึ้นว่ามันเป็นความจริงหรือไม่แม้ว่าเชียงงามจะยืนยันว่าตนเองนั้นไม่ได้เป็นคนแย้งลูกเมียของใครตนเองนั้นบริสุทธิ์เพราะผู้หญิงที่มปรนนิบัติพัดวีต่างก็นำเอาของมาให้เองตนไม่เคยเรียกร้อง แต่เจ้าเมืองหนองหารก็ไม่ได้ฟังที่เชียงงามอธิบายจึงได้ตัดสันใจได้ประหารชีวิตเชียงงาม

โดยให้เพชร ฆาตมาตัดหัวเพื่อเสียบประจานเพราะเป็นเหตุให้ผู้บ้านต้องเดือดร้อนในขณะที่เชียงงามกำลังจะถูกประหารด้วยวิธีการตัดคอเขาก็ได้กล่าวคำสาปแช่งให้แก่เจ้าเมืองหนองหาร และ เมืองหนองหาร ไม่เจริญเพราะเขาจะต้องมาตายอย่างผู้บริสุทธิหากแม้เมืองหนองหารจะเจริญก็ขอให้เจริญแค่เพียงชั่วคู่ชั่วยามราวกับงูแลบลิ้นเท่านั้น 

เรื่องเล่าศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

ตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้วหากจะมีการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่จะต้องมีการสร้างเสาหลักเมือง

ซึ่งเมื่อมีการหาฤกษ์ดีได้แล้วก็จะมีการนำเสาหลักเมืองมาฝั่งและเมื่อฟังเสร็จแล้วถึงจะมีการสร้างบ้านเมืองต่อไปและเสาหลักเมืองที่ถูกฟังนี้ชาวบ้านจะพากันมากราบไหว้บูชาเพราะถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองโดยปกติแล้วเสาหลักเมืองจะมีการหาไม้ที่เป็นไม้มงคลมาฝั่งซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เป็นไม้ชัยพฤกษ์หรือหมายราชพฤกษ์และที่กรุงเทพมหานครนี่เองเสาหลักเมืองของกรุงเทพมีการฝังไว้สองต้น

โดยนำทั้งต้นชัยพฤกษ์และราชพฤกษ์มาฝั่งไว้คู่กัน สำหรับศาลหลักเมืองที่กรุงเทพมหานครนั้นมีการสร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยเชื่อกันว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่หนึ่งซึ่งพระองค์เป็นผู้ทำพิธียกเสาหลักเมืองในวันดังกล่าวได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์ได้มีการทำนายเกี่ยวกับดวงบ้านดงเมืองเอาไว้ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเป็นระยะเวลาเจ็ดปีเจ็ดเดือนซึ่งที่พระองค์ทำนายแบบนั้น

เนื่องจากว่าในวันที่มีการนำเสาหลักเมืองลงหลุมในขณะที่กำลังจะเอาดินกลบหน้าอยู่นั้นมีงูสี่ตัวได้เหลื้อยลงไปในหลุมดังกล่าว

 แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้จึงต้องปล่อยให้งูทั้งสี่ตัวอยู่ในหลุมนั้นแล้วก็เอาดินฝังปลุกทำให้หมูทั้งสี่ตัวไม่ได้ขึ้นมาข้างบนอีกเลยแล้วมันตราอยู่ตรงก้นหลุมซึ่งเหตุการณ์ที่รัชกาลที่หนึ่งทำนายไว้เกี่ยวกับเรื่องเจ็ดปีเจ็ดเดือนนั้นก็ตรงกับช่วงที่ประเทศไทยมีศึกสงครามกับพม่าพอดีซึ่งเป็นช่วงรพพม่าเก้าทับและประเทศไทยก็หมดยุคสงครามหลังจากที่ครบเจ็ดปีเจ็ดเดือนพอดีในช่วงสมัยรัชกาลที่สี่เสาหลักเมืองเดิมมีการชำรุดสุดโทรมพระองค์จึงได้มีการสร้างเสาหลักเมืองใหม่อีกครั้ง

โดยนำไม้สักมาเป็นแกนตรงกลางแล้วนำไม้ชัยพฤกษ์มาประกอบด้านนอกรวมทั้งยังมีการสร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาอีกด้วยและนับตั้งแต่นั้นมากรุงเทพมหานครก็มีเสาหลักเมืองสองต้นโดยจะเห็นว่าเสาหลักเมืองต้นเดิมจะสูงกว่าเสาหลักเมืองของใหม่

และในปัจจุบันประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพหรือต่างจังหวัดหากมีโอกาสผ่านมาที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้ก็จะพากันมากราบไหว้ขอพรให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญซึ่งปัจจุบันเราสามารถเข้าไปไหว้เสาหลักเมืองของจริงได้แต่ทางเจ้าหน้าที่จะห้ามนำทองไปปิดแต่จะมีการสร้างเสาหลักเมืองจำลองเพื่อให้ประชาชนนำทองไปปิดได้ปัจจุบันที่ศาลหลักเมืองนั้นนอกจากจะมีเสาหลักเมืองแล้วยังมีพระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกมากมายอาทิเช่นพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองประดิษฐ์ฐานอยู่ที่ศาลหลักเมืองเพื่อให้ประชาชนมากราบไหว้

2ที่สิ่งปริศนาที่ไม่มีคำตอบ

ม้วนเอกสารทองแดง

ซึ่งเอกสารม้วนทองแดงนี้มันได้ถูกค้นพบที่ด้านหลังของถ้ำที่ไกล้กับทะเลเดดซี โดยนักโบบราณคดีและในสไตล์การเขียนของนักเขียนภาษาและเนื้อหานั้นก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนและเมื่อมันที่ได้ถูกพบในปี1955ตัวทองแดงนั้น

ได้เป็นสนิมและสึกกร่อนมากจึงต้องถูกตัดออกเป็นแท่นประมาณแค่23เซนก่อนที่จะได้นำเอามาต่อกันอีกรอบทันทีที่ตัวอักษรสามารถที่จะมองเห็นและสามารถอ่านได้จากนั้นนักวิจัยก็จะได้เริ่มที่จะแปลภาษาฮินดูจากนั้นพวกเขาก็ต้องทึ่งเมื่อพบกับสิ่งที่ทำให้พวกเขานั้นทึ่งเพราะว่ามันเป็นรายชื่อที่บ่งบอกเกี่ยวกับสมบัติ

และที่ตั้งของสมบัติเอาไว้และปปัญหาเดียวก็คือเส้นทางที่จะพาไปที่มหาสมบัติที่มีมูลค่ารวมกว่า3,200,000นี้ผู้เขียนเขารู้แค่เพียงบริเวณที่ไกล็เคียงที่เราควรที่จะมองหาแค่เท่านั้นและด้วยความที่ไม่มีจุดเริ่มต้นการทำความเข้าใจในข้อความจึงเป็นการยากมากและสำหรับการบันทึกนี้ก็ได้ปลุกเหล่านักล่าสมบัติจากทั่วโลก

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและใครจะไปรู้เหล่าว่าสมบัตินั้นมันจะยังมีอยู่ที่เดิมหรือว่ามันจะไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วแน่นอนและว่าจะต้องทำให้เหล่านักล่าสมบัติพวกนี้ต้องออกตามหากันอย่างแน่นอนแต่มันจะมากแค่ไหนซึ่งผู้เขียนนั้นเขาก็ให้รายละเอียดรอบๆที่เราอยากจะให้รู้เพียงเท่านั้นเองและที่หลงเหลืออีกมหาสารนั้นมันอยู่ที่ใดและไม่ได้มีการเขียนบันทึกเอาไว้บนแผนทองแดง

นครคาลาฮารีที่สาบสูญ

สำหรับบนโลกแห่งนี้ก็ยังมีนครที่ยังหายสาบสูญมากกว่าที่เรานั้คิดเอาไว้แต่หนึ่งในปรึศนาที่ลึกลับที่สุดก็น่าจะเป็นที่เมืองแห่งนี้ควบคลุมพื้นที่มากกว่า500,000ตารางกิโลเมตรได้ตั้งอยู่ในสะวันน่าช่วงปลายศตวรรษที่19Guillermo Farini เป็นนักไต่เชือกชื่อดังวางแผนการเดินทางจากแคปทาวในแอฟริกาใต้ไปตามเรื่องที่ชาวบรูแมนคนหนึ่งได้เหล่าให้เขาฟัง

และในหนังสือของเขาเองที่มีชื่อเรื่องว่าTHROUCH THE KALAHARI DESERT เขาก็ได้เขียนวิธีรายละเอียดที่เขานั้นได้ค้นพบหนึ่งในนครที่สาบสูญในบลูแมนเขาก็ยังได้บอกเอาไว้ว่าได้มีก้อนหินขนาดใหญ่วางซ่อนกันอยู่ในพื้นที่รูปโค้งและทางที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ทรายและปัญหาที่เกี่ยวกับการค้นพบนี้ก็คือไม่มีใครสามารถระบุตำแหน่งได้อีกเลยตั้งแต่นั้นมาหรือจริงๆแล้วมันเป็นแค่เพียงเรื่องบอกเล่าของภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่ดูเหมือนเป็นนครหรืออารยธรรมโบราณที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ทะเลทราย