คลังเก็บผู้เขียน: admin

ผีตีนกลับที่สุพรรณบุรี 

สำหรับเรื่องของผีตีนกลับเราได้ไปค้นหาข้อมูลเราได้พบว่ามันได้มีเหตุการเล่ากันอย่างหลากหลายตำนานมากๆเลยกับเรื่องของผีตีนกลับนี้

ซึ่งบางตำนานก็ว่าเรื่องนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นหรือว่าเรื่องนี้มันก็เคยเกิดขึ้นจริงมีคนพบเจอจริงๆแบบนี้ๆแต่เราก็ไมขอฟันธงว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ต้องใช้วิจารณาญาณในการอ่านให้ดีๆ

สำหรับเรื่องราวนี้ได้เป็นของชายผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดสุพรรณเรื่องราวที่เขานั้นได้พบเจอกับผีตีนกลับมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การค้นพบเจอแต่อย่างเดียวแต่ว่าวันนั้นที่ชายผู้หนึ่งได้ไปพบเจอผีตีนกลับที่จังหวัดสุพรรณก็ไปกันหลายคนและสิ่งที่พวกเขานั้นได้พบเจอกับผีตีนกลับไม่ได้เป็นการพบเจอเพียงแค่คนเดียวแต่ยังได้มีเพื่อนอีกจำนวน6คนที่ร่วมชะตากรรมที่ร่วมเจอผีตีนกลับที่จังหวัดสุพรรณบุรีนี้ด้วยกัน

โดยเรื่องราวของผีตีนกลับบ้างก็ว่าเป็นผู้หญิงบ้างก็ว่าเป็นผู้ชายบ้างก็ว่าเป็นคนแก่บ้างก็ว่าเป็นหนุ่มแล้วเรื่องราวต่างๆก็เกิดขึ้นมากมายว่ากันว่าคนในพื้นที่นั้นจะเล่ากันอยู่เรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของผีตีนกลับที่ได้มีการพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งได้เป็นผีของพนักงานหญิงผู้หนึ่งหลังจากที่เธอนั้นได้ก้าวเท้าออกจากรถบริษัทเพียงแค่ไม่กี่ก้าวอยู่ๆก็มีรถยนต์กะบะวิ่งเข้ามาชนที่ลำตัวของเธออย่างเต็มๆตัวจนทำให้ร่างกายของเธอบิดกับรูปว่ากันว่าแรงรถที่เข้ามาชชนตัวเธอนั้นมันได้ทำให้ตัวของเธอนั้นบิดกลับด้าน

เนื่องจากนี้มันก็หมายความว่าโดยปกติแล้วปลายเท้าของเราจะชี้ไปด้านหน้าแต่คราวนี้ที่ท่อนล่างของเธอได้ถูกหันกลับไปอีกด้านหนึ่งคุณพอจะนึกภาพกันออกมั้ยว่าปลายเท้ามันได้กลับไปอยู่ด้านหลัง

ในส่วนเรื่องราวของชายผู้หนึ่งและเพื่อนๆที่ได้ไปพบเจอกับผีตีนกลับวันนั้นเขาได้ไปเที่ยวงานวัดที่จังหวัดสุพรรณกันนั่งรถกะทะไปคันเดียวกันพร้อมกับเพื่อนๆของเขาทั้ง6คนพอไปจนงานในช่วงเย็นทุกคนก็เดินเที่ยวงานกันอย่างสบายใจกันเลยเดินดูอะไรไปเรื่อยตามภาษาของวัยรุ่น

เมื่อเวลา5ทุ่มเศษทุกคนก็ชวนกันกลับบ้านและเส้นทางที่พวกเขาใช้ก็เป็นทางถนนธรรมดามันไม่ได้ใหญ่อะไรมากแต่มันก็มีไฟตามท้องถนนเป็นระยะๆแต่มันไม่ได้เป็นแสงไฟที่มันสว่างมากๆก็ถือได้ว่ามีความน่ากลัวในระดับหนึ่งตลอดทั้งเส้นทางท้องถนน

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี หวยดี

ตำนานเผด็จการ นาย รีซึงมัน

ในปี ค.ศ.1960เมื่อประชาชนเห็นว่าไม่สามารถสู้ในระบบได้เลือกตั้งก็โดนโกงรัฐธรรมนูญก็โดนแก้ให้เหมาะกับเผด็จการไปเรื่อยๆประชาชนที่ทนไม่ไหวก็ออกกันทั้งประเทศเป็นครั้งแรกๆ

โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากนักเรียนนักศึกษาและแรงงานเรียกว่าApril 19 Movement ก่อนที่จะลุกลามไปทั่วประเทศประชาชนโกรธแค้นถึงขีดสุดฟางเส้นสุดท้ายก็คือมีการพบศพเด็กมัธยมอายุเพียง16ปีถูกทิ้งในทะเล

ซึ่งเด็กคนนี้คนที่หายตัวไปหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่เพิ่งได้เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านั้นความแค้นนี้ทำให้เกิดการลุกฮือที่ต่อเนื่องมาอีกถึง2สัปดาห์ รี ซึงมัน ประกาศสภาวะฉุกเฉินทหารตำรวจได้ใช้กระสุนจริงกับประชาชนมีคนเสียชีวิตไปถึง186คนแต่ก็ไม่สามารถที่จะควบคุใสถานการณ์ได้สุดท้ายแล้ว รี ซึงมัน ก็ตัดสินใจหนี

โดยขอความช่วยเหลือจากCIAให้เอาเครื่องบินมาพาออกไป นายรีซึงมัน ลี้ภัยไปอยู่ที่ฮาวาย5ปีก่อนที่จะเสียชีวิตไปในที่สุดความเป็นเผด็จการของ นายรีซึงมัน ไม่ใช่แค่แก้รัฐธรรมนูญจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อพวกตัวเองเท่านั้น

ส่วนหนึ่งที่ทำได้ก็เพราะว่าในช่วงที่ประเทศอยู่ในสภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือเขาก็ใช้โอกาสนี้ออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

ซึ่งมันก็ชัดเจนว่าทำไปเพื่อความมันคงของตัวเองเพราะว่ากฎหมายถูกใช้กำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายตรงข้ามแบบตามใจชอบโดยได้ตีตราว่าเป็นพวกฝักใฝ่เกาหลีเหนือแค่ช่วงต้นของสงครามเกาหลีมีนักโทษการเมืองถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์เกือบสามหมื่นคนถูกปรับทัศนคติเกือบสามแสน

นอกจากนี้ก็ยังได้มีการสังหารหมู่ประชาชนด้วยกำลังทหารอีกหลายต่อหลายครั้งเช่นในวันที่สงครามเปิดฉากกองทัพเกาหลีเหนือบุกเข้ามา นายรีซึงมัน กลับตัดสินใจสั่งประหารนักโทษการเมืองทั้งหมดเรียกได้ว่าโหดเหี้ยมมากๆ

ยุคสาธารณรัฐที่สอง 1960 – 1961 หลังจากที่นายนายรีซึงมัน ได้ลี้ภัยไปแล้วเกาหลีใต้ก็ได้เข้าสู่ยุคใหม่อำนาจได้กลับมาสู่พลเรือนอีกครั้งและได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่ประชาธิปไตยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขนานใหญ่จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีให้น้อยลงเพิ่มอำนาจให้้รัฐสภาที่ตั้งขึ้นมาใหม่ใช้ระบบรัฐสภาอำนาจสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

รัฐสภานำโดยนายกรัฐมนตรี ชาง เหมียน เป็นยุคที่ฝ่ายซ้ายเริ่มผลักดันการเมืองมีการตั้งสหภาพอาชีพต่างๆมากมายเช่นสหภาพครูสหภาพนักข่าวในช่วงระยะเวลา8เดือนแรกของสาธารณรัฐที่2ประชาชนก็ได้มีการเคลื่อนไหวน้อยใหญ่ในเรื่องต่างถึง2พันครั้งและนายกรัฐมนตรี ชางเหมียนก็ถูกกดดันให้เช็คบิลกับเครือข่ายของ นาย รีซึงมัน มีคนถูกสอบสวนเกือบ4หมื่นคนข้าราชการและตำรวจหลายพันคนถูกขับออกจากตำแหน่งมีการวางแผนปฏิรูปกองทัพลดขนาดให้เล็กลงเพราะสงครามเกาหลีจบลงไปแล้ว

คนไทยมาจากเขาอัลไตจริงหรือไม่?

คนไทยมาจากไหนคนไทยมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใดยังเป็นปัญหาที่มีคำตอบแตกต่างกันออกไปหลากหลายแนวที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่นอนตายตัวลงไปได้เราจะมาทำความเข้าใจทฤษฎีคนไทยมาจากไหนว่าแต่ละทฤษฎีจะมีความเป็นมาและน่าเชื่อถืออย่างใดก็อยากให้คุณได้พิจารณาตามกันไป

ทฤษฎีแรก คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ทฤษฎีนี้เป็นความเชื่อที่เคยดังของคนไทยเจ้าของความคิดก็คือหมอสอนศาสนาชื่อนายวิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ หรือ หมอดอดด์ ได้ปรากฏในงานเขียนเรื่องThe Tai Race ซึ่งในงานเขียนนี้ได้สรุปว่าคนไทยนั้นได้สืบเชื้อสายมาจากมองโกและได้เป็นชาติเก่าแก่มากกว่าจีน 

ซึ่งคนไทยได้ถูกเรียกว่าอ้ายลาวหรือต้ามุงและเป็นเจ้าของถิ่นเดิมของจีนมาก่อนจีนตั้งงแต่2,200ปีก่อนคริสต์ศักราชฉะนั้นจึงเป็นพี่/อ้ายของจีนต่อมาก็ได้เคลื่อนที่เรื่อยจากทางเหนือเข้ามาแดนจีนและก็ค่อยอพยพครั้งใหญ่นับแต่ตอนกลางของจีนลงมาสู่ตอนใต้และจากจีนตอนใต้เข้าสู่อินโดนจีน

กล่าวกันว่าในบริเวณตอนใต้ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงนั้น หมอดอดด์ ได้เดินทางออกสำรวจเรียบร้อยแล้วทั้งสิ้นแต่ในสิ่งที่นอกเหนือจากนั้นก็ได้อาศัยความคล้ายคลึงทางภาษาไทยเป็นเหตุสนับสนุนเอางานเขียนของ หมอดอดด์ ได้รับความสนใจทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศนักวิชาการไทยคนสำคัญที่ได้สืบทอดความคิดของหมอดอดด์ก็คือ “ขุดวิจิตรมาตรา” 

ซึ่งเขาได้เขียนงานที่มีชื่อว่าหลักไทยได้เป็นหนังสือแต่งทางประวัติศาสตร์และหนังสือนี้ก็ได้รับพระราชทานรางวัลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้ากับประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบันฑิตในปีพ.ศ.2471เลยทีเดียว

นอกจากนี้ในหนังสือหลักไทยนั้นยังได่สรุปว่าแหล่งกำหนดของคนไทยนั้นอยู่ที่บริเวณเทือกเขาอัลไตที่ได้เป็นบ่อเกิดของมองโกด้วยในภายหลังก็ได้แยกออกมาต้นถิ่นภูมิลำเนาใหญ่โตในระหว่างลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีเกียงเรียกว่าอาณาจักรอ้ายลาวจนต่อมาได้ถูกจีนรุกรานจนได้ถอยออกมาเรื่อยๆจนได้เข้าสู่สุวรรณภูมิ

สำหรับในหนังสือหลักไทยได้รับความนิยมสูงมาก จนหลักสูตรไทยได้ใช้เป็นตำราเรียนประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลานาน

แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับน้อยมากอีกทั้งยังได้ถูกพวกนักวิชาการในบางกลุ่มนั้นแซกแล้วแซกอีกจนไม่รู้ว่าจะแซกไปยังไงกันแล้วเพราะตามหลักข้อสรุปในหนังสือหลักไทยนี้ก็ไม่ได้รับการยอมรับมากสักเท่าไรเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเคารพในบนสรุปของในหนังสือหลักไทยนี้จึงได้ถูกกลุ่มวิชาการไม่เชื่อตามกันมาเช่นกัน

นายปรีดี พนมยงค์ จัดการกับผู้รุกรานที่ได้ยกพลขึ้นไทย

ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่สร้างขึ้นโดยบริษัทปรีดีภาพยนตร์นี้สร้างขึ้นในแนวบรรยากาศโลกครั้งที่2กำลังกองตัวขึ้นในทวีปยุโปร

แนวคิดปรีดี ในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์และอำนวยการสร้างพยายามที่จะนำเสนอผ่านภาษอังกฤษเรื่องนี้คือการกระตุ่นย้ำเตือนให้ชาวโลกหลีกเลี่ยงสงครามและให้ตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่รวมกันอย่างสันติ

พระจ้าช้างเผือกถ่ายทำณรงถ่ายฟิล์มและในป่าจังหวัดแพร่โดยผู้แสดงส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศึกษาวิทชาธรรมศาสตร์และการเมืองแต่ไม่ทันที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้ทำหน้าที่อันสำคัญอย่างยิ่งมหาสงครามโลก

ซึ่งได้กินระยะเวลายาวนานถึง6ปีและได้ฆ่าชีวิตผู้คนไปกล่าว40ล้านคนก็อุบัติขึ้นการเติบโตของระบอบเผด็จการชาตินิยมทั่วโลกนับแต่พุทธศักราช2465เป็นต้นมาได้กลายเป็นชนวนองสงครามโลกครั้งที่2ในที่สุด

เดือน กันยายน 2482 พรรคนาซีเยอรมนีได้เปิดฉากสงครามโดยการนำทัพบุกโปรแลนด์2ปีต่อมาญี่ปุ่นได้โจมตีกองทัพเรือที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐโลกแบ่งฝ่ายอังษะ

ซึ่งได้นำโดยเยอรมนี อิตาลี และ ญี่ปุ่น กับ ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่นำโดยอังกฤษ อเมริกา รัสเซีย และ ฝรั่งเศส  2นาฬิกาของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกพร้อมกันที่สมุทรปราการและอีก6จังหวัดตลอดชายฝั่งทะเลภาคใต้ทหารตำรวจและพลเรือนไทยต่อสู้อย่างดุดเดือดแต่ก็ยากที่จะต้านทานกองทัพรูปพระอาทิตย์ที่ได้มีความเหนือกว่าทั้งด้านกำลังพลและอาวุธยุทธพันธุ์

เช้าวันที่ 8 ธันวาคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมัดติเปิดทางให้ญี่ปุ่นผ่านเพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดเนื้อของชาวไทยรัฐบาลประกาศให้ทหารและพลเรือนทุกจังหวัดให้ยุติการต่อต้านผู้รุกรานท่ามกลางความเศร้าของชาวไทยทั่วประเทศเย็นวันนั้น นายปรีดี นับหมายผู้ใกล้ชิดมาร่วมหาลือที่บ้านกระบวกการต่อต้านญี่ปุ่นหรือที่ในเวลาต่อมาที่รู้จักกันในชื่อกระบวกการเสรีไทยถือกำหนดขึ้นนับแต่นั้น3วันถัดมาสถานทูตไทยวอชิงตัน

ซึ่งนำโดยอัคราชทูต หนุ่มเสนีย์ ปราโมช ประกาศไม่ขึ้นต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยและกระบวกการเสรีไทยภายนอกประเทศขึ้นภารกิจในช่วงแรกของเสรีไทยในประเทศ

นอกจากพยายามจัดตั้งกองกำลังเพื่อเตรียมการต่อสู่กับญี่ปุ่นแล้วยังต้องการความพยายามส่งข่าวความเคลื่อนไหวให้เสรีไทยภายนอกประเทศรับรู้เพื่อหาทางประสานกับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อไปกำจัดพลานกูลศิษย์โรงเรียนกฎหมายที่สายรุ่นแรกที่ ปรีดี ในฐานะหัวหน้ากระบวนการเสรีไทยส่งไปยังประเทศจีนเพื่อหาทางติดต่อกับเสรีไทยในสหรัฐแต่คณะของจำกัดหายเงียบไปกว่า4เดือนหน่วยกล้าตายคณะที่สองจึงถูกส่งตามไป

เดือน กันยายน 2487 เสรีไทยภายในประเทศกับเสรีไทยกับสหรัฐอเมริกาติดต่อกันได้อย่างสำเร็จส่งผมทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถให้การช่วยเหลือกระบวนการทั้งด้านอาวุธและการวางแผนยุทธการอย่างเต็มที่

 

สนับสนุนโดย  dewabet

คณะราษฎรเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ พ.ศ.2469

จุดเริ่มต้นของคณะราษฎรเริ่มจากนักเรียนกฎหมายทุนรัฐบาลฝรั่งเศษ ปรีดี พนมยงค์ ที่มีเพื่อเป็นคนไทยด้วยกันก็คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ที่ได้ลาออกจากราชการทหารมาเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์สองคนนี้ได้เป็นตัวตั้งตัวตีทำสิ่งที่ไม่มีใครกล้าเริ่มช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ.2469 หรือ ค.ศ.1926

ที่หอพักที่ได้ตั้งอยู่ชั้นบนของคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีสก็ได้มีการประชุมของกลุ่มนักเรียนนอกทั้งพลเรือนและผู้ที่มาเรียนวิชาทหารในยุโรปประกอบไปด้วย ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ หรือต่อมาก็คือ พลป. พิบูลสงคราม นักเรียนทหารปืนใหญ่ ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนทหารม้า นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ หลวงศิริราชไมตรี

หรือ นายจรูญ สิงหเสนี เป็นผู้ช่วยเลขานุการทูตสยามประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ ที่มีอาเป็นพระยาพหลพลยุหเสนาที่ได้ตามาเข้าร่วมและได้ถูกยกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มในภายหลัง

โดยเริ่มแรกทั้ง7คนนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองที่กษัตริย์จะอยู่ใต้กฎหมายสูงสุดหรือหมายถึงว่าประเทศสยามจะต้องมีConstitutionมีกฎหมายกำหนดอำนาจสูงสุดแบบเป็นลายลักษณ์อักษร

ซึ่งต่อมาจึงเลือกคำแปลเป็นภาษาไทยว่า รัฐธรรมนูญ กลุ่มคณะราศฎรยุคบุกเบิก ยังคิดคอนเซ็ปต์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือหลัก6ประการของคณะราษฎรเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ ได้แก่ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา 

สำหรับเราแล้วพอได้ฟังผ่านๆมันก็คงเป็นสโลแกนที่ฟังดูไม่มีอะไรเท่าไรเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่นักเรียนมีไว้ท่องหน้าเสาธงตอนเช้า แต่หลัก6ประการนี้ถ้าพิจารณาดีๆเป็นความคิดที่พลิกฟ้าแผ่นดินเลยทีเดียวเพราะไม่เคยมีมาก่อนในประเทศสยามที่รัฐหรือผู้นำได้มีการประกาศอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ของตนเอง

คืออะไรตนจะให้อะไรกับประชาชนบ้างเป็นการแสดงความรับรู้ว่าประเทศของราษฎรรัฐมีหน้าที่รับประกันว่าคนต้องงเท่ากันรับประกันว่าจะต้องสร้างเศรษฐกิจรับประกันว่าคนต้องได้รับการศึกษาต่างกับโลกในระบอบเก่าโดยสิ้นเชิงที่แผ่นดินนั้นมีเจ้าของอยู่แล้วและผู้อาศัยจะต้องอยู่ไปเรื่อยๆแบบรู้บุญคุณ

นอกจากนี้ยังจะต้องสำนึกเสมอว่าในฐานะผู้อาศัยเราต้องทำอะไรเจ้าของประเทศบ้างเอาจริงๆการที่ผู้นำจะมาสัญญิงศัญญาอะไรกับประชาชนนี่ถ้าไม่ใช่นักการเมืองก็ไม่เคยมีจะมีแต่ปราชนจะต้องท่องจำหน้าที่ของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่วัยเรียนเช่น เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกันหรือแม้แต่ค่านิยม12ประการล่าสุดก็มีแต่บอกว่าหน้าที่ของประชาชนที่ดีต้องทำอะไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  nowbet

สถาปัตยกรรมกับโลกอนาคต

ในปัจจุบันนี้ปฏิเสธในเรื่องการใช้เทคโนโลยีต่างๆไม่ได้เลย เพราะเนื่องจากการพัฒนาในทุกๆด้านล้วนเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาในด้านเทคโนโลยีเป็นหลักอยู่แล้วในด้านสถาปัตยกรรมก็เช่นกัน ก็มีการเน้นและการสร้างการเรียนรู้ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในงานด้านสถาปัตยกรรมมากขึ้น

ถ้าหากจะถามว่าเป็นสิ่งที่ดีไหม ก็ต้องตอบเลยว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในด้านต่างๆรวมถึงการพัฒนาเพื่อให้เทคโนโลยีสามารถตอบสนองและรองรับงานด้านสถาปัตยกรรมได้ และการทำงานสถาปัตยกรรมร่วมกับการใช้เทคโนโลยีนั้นก็จะสามารถทำให้งานออกมาสำเร็จลุล่วงในเวลาอันรวดเร็วได้อีกด้วยเช่นกัน

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่วมกับงานออกแบบนั้นก็มีการหาแนวทางเพื่อเพิ่มการเรียนรู้ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้งานอย่างละเอียดและเข้มข้น พบว่าสถาบันการเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมในไทยนั้นก็มีการสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วย

อย่างไรแล้วการใช้เทคโนโลยีในการทำงานออกแบบอย่างสถาปัตยกรรมนั้นเป็นสิ่งที่สามารถใช้และนำมาผสมผสานกันได้อย่างดีมาก ดังนั้นทำให้ทุกคนที่เรียนหรือศึกษาเกี่ยวกับสถาปัตยืนั้นก็จำเป็นจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถก้าวทันโลกและนำเทคโนดลยีมาใช้ในงานด้านสถาปัตย์ด้วย เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพและลักษณะงานที่ดีมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามสถาปัตยกรรมนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้ตวามคิดความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่ออกแบบและให้ได้ชิ้นงานหรืองานทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามและแปลกใหม่ เพราะหัวใจของการออกแบบก็คือความคิดสร้างสรรคืทั้งในเชืงวิทยาศาสตร์และในเชิงศิลปะด้วย หากพูดถึงเทคโนโลยีในการออกแบบในอนาคตแล้วนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของผู้ออกแบบทางด้านงานสถาปัตยกรรมได้ดี

และสามารถลดขั้นตอนหรือช่วยแบ่งเบาขั้นตอนในการำงานได้ลดลงด้วย แต่ในเรื่องของกระบวนความคิดสร้างสรรค์นั้นเทคโนโลยีอาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงความคิดสร้างสรรคืในความเป็นมนุษย์ได้จึ้บทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโยยีนั้นอาจจะไม่สามารถแทนที่สมองในการคิดสร้างสรรค์งานทางด้านสถาปัตยกรรมได้นั่นเอง

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ รวมถึงการัฒนาในการนำมาใช้งนในด้านสถาปัตยกรรมก็มีการพัฒนาที่ดีและทำให้การทำงานนั้นดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่พัฒนาได้เสมอ และการนำมาใช้งานด้านสถาปัตด้วยเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน สามารถที่จะก้าวไกลต่อไปได้

พบว่าในสถาบันการเรียนการสอนด้านสถาปัตยกรรมนั้นก็มีการนำเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในปัจจุบันเข้ามาใช้ร่วมกับการทำThesisด้วย ถึงแม้ในบางหลักสูตรการเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมนั้นอาจจะไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้งนเต็มที่แต่สิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนนั้นสามารถที่จะพัฒนาและเรียนรู้ในเทคโนโลยีได้คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นสิ่งที่จะนำมาต่อยอดและพัฒนาในการสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีในอนาคตได้ด้วย

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์

งานประติมากรรมที่ทำให้เราหลั่งน้ำตา

ปัจจุบันนี้นั้นศิลปินสมัยใหม่ทั่วโลกมักจะมีการสร้างสรรค์ผลงานที่มีการแสดงออกและสะท้อนถึงอารมณ์ออกมาผ่านผลงานศิลปะโดยเฉพาะผลงานทางด้านประติมากรรมของพวกเขานั้นเพื่อเป็นสิ่งที่จะทำให้สามารถพิชิตใจและทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้มาชมและเป็นการเสนอข้อความอันทรงพลังที่มีการสื่อความหมายไปสู่ผู้รับ

โดยบางครั้งก็เป็นเป็นสิ่งที่ไร้ข้อความใดๆ แจ่เป็นผลงานที่สะท้อนและเป็นสิ่งที่แสดงอารมณ์เรื่องราวต่างๆ เบื้องหลังต่างๆในการเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรคืและทำให้เกิดผลงานที่อาจจะทำให้ผู้คนนั้นเมื่อพบเห็นหรือได้รับชมเสียน้ำตาจากงานประติมากรรมเหล่านี้ได้เลยทีเดียว มาดูกันว่าผลงานต่างๆเหล่าน้นั้นมีผลงานอะไรบ้างที่อาจจะทำให้หัวใจของเรานั้นเกิดความสั่นไหวเมื่อรับดูและรับชม ได้รับรู้และอินไปกับเรื่องราวเบื้อหลังของงานประติมากรรมเหล่านี้

มาเริ่มกันที่ผลงานประติมากรรมที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ Nello Patrasche Statue เป็นผลงานที่สร้างอยู่ภายนอกมหาวิหารแห่งเลดี้เมืองแอนเวิร์ค ประเทศเบลเยี่ยม มีผลงานด้านประติมากรรมขนาดใหญ่ที่เป็นรูปปั้นเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังหลับอยู่กับสุนัขของเขาใต้ผ้าห่มบนพื้นถนน

เมื่อเห็นเป็นครั้งแรกเชื่อว่าจะต้องมีความชื่นชมในความน่ารักของผลงานประติมากรรมนี้อย่างแน่นอน แต่ความจริงแล้วนั้น ภายใต้ความน่ารักนี้มีเรื่องราวที่แสนเศร้าซ่อนไว้อยู่ภายใต้ผลงานชิ้นนี้ ผลงานเป็นการเล่าเรื่องของ Nelloและสุนัขกู้ภัยของเขาที่มีชื่อว่า Patrasche เป็รนิทานที่มีชื่อเสียงและได้รับความริยมในสมัยศตวรรษที่ 19 เรื่องราวนั้นมีการบรรยายถึงสุนัข Patrasche ที่ต้องมีการเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต

การต่อสู่เพื่อความหิวโหย และในท้านที่สุดนั้นก็ต้องเสียชีวิตลงด้วยความหนาวเย็นในโบสถ์โดยมี Nello คอยอยู่เคียงข้างกายนั่นเอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวที่เมื่อฟังแล้วสามารถหลั่งน้ำตให้กับผลงานประติมากรรมนี้ได้เลยทีเดียว

ผลงานต่อมาเป็นผลงานที่อาจจะทำให้หลังน้ำตาได้ อย่าง Expansion Statue เป็นผลงานที่น่าสนใจและรู้สึกได้ถึงความทรงพลังของผลงานชิ้นนี้ ผลงานชิ้นนี้นั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักประติมากรรม Paige Bradley ซึ่งผลงานประติมากรรมชิ้นนี้นั้นเป็นผลงานที่แสดงและสะท้อนถึงสิ่งที่คนเรานั้นมีอยู่ข้างใน

หรือตามความหมายชื่อผลงาน มีความหมายว่าการขยายตัวนั่นเอง ดดยผลงานประติมากรรมชิ้นนี้นั้นเป็นการแสดงออกและสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่เรานั้นมีอยู่ภายในและสามารถที่จะแสดงออกมาให้โลกได้รู้ว่าที่จริงแล้วนั้นมเราสามารถที่จะมีพลังในการทำสิ่งต่างๆได้อย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งงานประติมากรรมชิ้นนี้นั้นเป็นการสร้างสรรคืโดยการใช้รูปปั้นเป็นรูปของหญิงสาว

ที่กำลังบำเพ็ญสมาธิและกำลังพยายามที่จะปลดปล่อยพังข้างในตัวเองนั้นออกมา โดยผลงานนั้นเป็นการสื่อความหมายของการเป็นอิสระและเป็นการสิ่งที่ทำให้เมื่อดูแล้วรู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้นและทำให้มีพลังสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปในชีวิตได้ ผลงานชิ้นนี้นั้นถือว่าเป็นผลงานที่น่าสนใจและเป็รผลงานชื่อดังของโลกชิ้นหนึ่งด้วย โดยมีการจัดตั้งให้ชมอยู่ในประเทศอเมริกานั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  โปรโมชั่น alpha88

วัดที่มีความสวยงามที่ต้องไปสักการะให้ได้สักครั้ง

สำหรับวันนี้เราขอเสนอในเรื่องวัดบนเขาที่ได้มีความสวยงามเหมือดั่งสวรรค์ที่ทุกคนนั้นจะต้องเดินทางไปกรายบไหว้ให้ได้สักครั้งในชีวิตเรียกได้ว่าในประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาเพราะจัดเต็มไปด้วยวัดวาอารามมากมาย 

ซึ่งในแต่ละวันนั้นก็จะมีจุดที่มีความโดดเด่นกันออกไปอีกไม่ว่าจะเป็นพระประธานประอุโบสถเจดีย์วิหารและอื่นๆนอกจากนี้แล้วบางวัดที่อยู่ในต่างจังหวัดก็ยังคงตั้งอยู่ในบริเวณที่มีทัศนียภาพที่สุดแสนตระการตาวันนี้เราจะขอพาเพื่อนทุกคนไปพบกับวัดที่สวยที่สุดในประเทศไทยที่เราจะต้องไปสักการะให้ได้เลยสักครั้ง

สำหรับวัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่  

วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ นั้นถือได้ว่าได้มีความสวยงามที่มหัศจรรย์และยังได้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานที่น่าสนใจ

ซึ่งสภาพภายในของวัดถ้ำเสือนั้นได้มีลักษณะที่เป็นสวนป่าเป็นโพงถ้ำมีเพิงผาแหละแหล่งถ้ำที่เป็นธรรมชาติอย่างเช่นเลยถ้ำคนทันถ้ำรอดถ้ำช้างแก้วถ้ำลูกธนูถ้ำงูถ้ำเต่าถ้ำมือเสือและสิ่งที่มีความสำคัญภายในวัดถ้ำเสือนั้นดูเหมอืนว่าจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดและยังได้เป็นที่นิยมชื่นชอบของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้แล้ววัดถ้ำเสือนั้นได้อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองกระบี่ไปประมาณ9กิโลเมตรตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านถ้ำเสือตำบลกระบี่น้อยอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ซึ่งได้มีพื้นที่บริเวณวัดประมาณ200ไร่ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบหุบเขาและยอดเขา

การเดินทางจากตังเมืองกระบี่เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกตลาดเก่าใช้เส้นถนนเพชรเกษมทางหลวงหมายเลขสี่เส้นทางอำเภอเหนือคลองและเลี้ยงซ้ายที่สามแยกถ้ำเสือขับต่อไปตามถนนเส้นราษฎรพัฒนาทางหลวงหมายเลข4037ขับตรงต่อไปประมาณ2กิโลเมตรและคุณก็จะพบกับเป้าบอกถนนหนทางอย่างชัดเจน

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์

ซึ่งวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ได้ตั้งอยู่ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ได้เป็นวัดที่ได้มีความโดดเด่นมีความอลังการที่ไม่เหมือนใครนอกจากหมอกทะเลวิวทิวทัศน์ที่อยู่โดยรอบและทะเลหมอกสีขาวแล้วก็คือสีสันที่สดใสที่เกิดมาจากการนำเอาสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูปัดแก้วแหวนเงินทองสิ่งที่มีค่าต่างๆตลอดจนเซรามิคหลากสีสันนำเอามาประดับตกแต่งให้มีความสวยงามเมื่อเวลาโดนแสงแดดทั่วทั้งบริเวณจะสะท้อนแสงแดดอย่างงวดงามเหมือนอย่างกับวัดที่อยู่บนสวรรค์

ซึ่งได้เป็นสถานที่ที่มีความสวยงามและศักดิ์สิทธิควรค่าแก่การไปสักการะและการเส้นทางนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข21ผ่านจังหวัดสระบุรีและจังหวัดลพบุรีและเข้าทางหลวง22ขับตรงไปถึงแยกแคมป์สนขับตรงไปก็จะถึงปากทางเข้า

 

สนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300

ตำนานที่มาของอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดในภาคใต้ของไทย

         เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของอำเภอตากใบ ซึ่งเป็นหนึ่งในอำเภอของจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้กันมาบ้างแล้ว จากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือตาสื่อออนไลน์และทางทีวี ที่นักข่าวจะมีการทำข่าวดังของอำเภอนี้ในช่วงเวลาหนึ่งที่เคยมีข่าวเกี่ยวกับการปราบปรามโจรใต้ที่โด่งดังอยู่ช่วงหนึ่งนั่นเอง ซึ่งอำเภอที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส และวันนี้เราจะมาค้นหาความเป็นมาของอำเภอนี้กันว่า ทำไมที่นี่ถึงเรียกว่าอำเภอตากใบ  

         สำหรับเรื่องเล่านี้ถือว่าเป็นตำนานประจำภาคใต้ที่มีการบอกเล่าต่อต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านทางนิทานปรัมปราพื้นบ้านของภาคใต้ โดยมีการพูดถึงในสมัยก่อนว่ามีพ่อค้าชาวจีนท่านหนึ่งเขานำสินค้าจากเมืองจีนล่องเรือตามแม่น้ำมาเพื่อหวังที่จะนำมาขายในพื้นที่ในเขตมลายู

ซึ่งในขณะนี้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ไทยและจีนทำการค้ากัน มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่พ่อค้าชาวจีนกำลังขนของที่จะนำมาค้าขายกับไทยและกำลังล่องเรืออยู่นั้น ซึ่งตรงจุดนั้นใกล้ที่จะถึงกับจุดที่จะทำการค้าขายกันอยู่แล้วปรากฎว่ามีฝนตกกำหน่ำลงมารุนแรงมาก

เป็นผลให้คลื่นซัดเรืออย่างหนักพ่อค้าเห็นท่าไม่ดีจึงได้ให้คนงานในเรือชักใบเรือลง เพราะเกรงว่าใบเรือจะขาดแต่พอหลังจากนั้นไม่นานคลื่นก็ซัดทำเรือของพ่อค้าชาวจีนพัง ข้าวของที่ขนมาไว้บนเรือเพื่อจะเอาไว้ขายก็กระจัดกระจายลงสู่ก้นของท้องทะเลทางด้านลูกเรือและพ่อค้าชาวจีนก็ตะเกียกตะกายว่ายน้ำเข้าฝั่ง

ซึ่งทั้งหมดได้ว่าไปที่เกาะแห่งหนึ่งโดยที่พวกเขานั้นไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน แต่เมื่อขึ้นไปแล้วพบว่าที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อรอดชีวิตกันแล้ว พ่อค้ากับคนงานของเขาต่างก็พากันเก็บเครื่องถ้วยชามและเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายลอยน้ำมาติดที่ฝั่งแล้วนำไปตากไว้ตามต้นไม้บนเกาะ

ซึ่งสิ่งที่นำไปตากนั้นมีใบเรือรวมอยู่ด้วย ในขณะนั้นเองได้มีชาวบ้านที่เป็นคนมลายูได้มาตัดไม้ที่บริเวณใกล้ใกล้กับจุดที่พ่อค้าตากผ้าอยู่ ชาวบ้านคนนั้นจึงทำทีว่ามาตัดต้นไม้ต้นเดียวกับที่พ่อค้าตากผ้าเพราะหวังว่าจะเอาผ้าที่ติดกับกิ่งไม้ไปด้วย

ปรากฏว่าพ่อค้าและคนงานมาเห็นเข้าจึงได้เข้าจับกุมชายชาวมลายู แต่ชายคนดังกล่าวขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ประพฤติตัวแบบนี้อีก พ่อค้าจึงปล่อยตัวไป และพ่อค้าและคนงานก็อาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนั้นเรื่อยมาและมีการเรียกที่พวกเขาอยู่ว่าตากใบ เพราะภาพที่เขาเอาใบเรือไปตากนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  v9bet